"ปรียนาถ สุนทรวาทะ"เก่งได้แต่ห้ามโกง

"ปรียนาถ สุนทรวาทะ"เก่งได้แต่ห้ามโกง

“กลุ่มบี.กริม”บริษัทข้ามชาติสัญชาติเยอรมัน สำหรับดีเอ็นเอของคนที่นี่คือ"เก่งได้ แต่ห้ามโกง"

เพิ่งเป็นข่าวไปสดๆ ร้อนๆ กับดีลเข้าซื้อกิจการ 2 โรงไฟฟ้า จาก บริษัทไซม์ ดาร์บี้ พีทีอี เอนเนอร์จี กลุ่มทุนใหญ่ชาวมาเลย์ กำลังการผลิต 163 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง วงเงินกว่า 5,300 ล้านบาท หนึ่งในแผนดำเนินธุรกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมเป็น 5,000 เมกะวัตต์ในปี 2562

ดีลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการวางแผนของนักการเงิน(หญิง)ที่มากประสบการณ์อย่าง “ปรียนาถ สุนทรวาทะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทบี.กริม เพาเวอร์ ผู้ร่วมปลุกปั้น "ธุรกิจโรงไฟฟ้า" ให้กลายเป็นอีกหนึ่งในธุรกิจหลักของ “กลุ่มบี.กริม” มาตั้งแต่เริ่ม

เธอเล่าว่า ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้า ไม่ได้โปรยปรายด้วยกลีบดอกกุหลาบ จากจุดเริ่มต้นที่กระโจนเข้าสู่สนามธุรกิจในปี 2539 ก็เผชิญกับวิกฤติต้มยำกุ้งพอดี ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าธุรกิจจะเข้าที่จนเข้มแข็ง

"ในยุคนั้นลำบากมาก เพราะไม่คาดคิดว่าประเทศไทยจะเกิดการลอยตัวค่าเงินบาท แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีของทางกลุ่มบี.กริม ที่พันธมิตรให้ความเชื่อมั่นและช่วยเหลือเป็นอย่างดีเมื่อคราวที่สร้างโรงไฟฟ้าโรงแห่งแรกของบริษัทที่ จ.ระยอง (โรงไฟฟ้าโคโค่) ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับกลุ่มบี.กริม ที่สั่งสมความน่าถือมานานหลายร้อยปี"

“ปรียนาถ” ถูกดึงตัวมาทำงานเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งวันนี้ใกล้ถึงวันที่ "นักการเงินหญิง" ผู้นี้จะขอวางมือในอีก 1-2 ปีข้างหน้า หลังนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์สำเร็จ

บทสนทนากับปรียนาถแบบเอ็กซ์คลูซีฟ สะท้อนให้เห็นตัวตนชัดเจนของเธอ แม้ว่าภายนอกจะเป็นผู้หญิงที่นุ่มนวล อ่อนหวาน ทว่าลึกๆ แล้ว เธอซ่อนเอาความเข้ม และเด็ดเดี่ยว "รักความถูกต้อง" เป็นที่สุด

เธอเล่าว่า ก่อนจะมาอยู่กับทางกลุ่มบี.กริม คุณลิงค์ (ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน กลุ่มบี.กริม และ ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์) ถามว่า "ลองมาทำงานที่นี่ดูก่อนไหม" ก่อนหน้านั้นเธอทำงานอยู่ที่ "ไทยสมุทร" (ธุรกิจประกัน) และเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับบริษัทข้ามชาติในธุรกิจเทรดดิ้งอย่าง "ดีทแฮล์ม" เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ดีเคเอสเอช (DKSH)” เมื่อมีโอกาสที่จะได้เข้าทำงานกับกลุ่มบี.กริม จึงไม่รอช้า กับตำแหน่งเริ่มต้นคือ Finance Director ก่อนจะค่อยๆ ขยับขึ้นมาเป็น Chief Financial Officer (CFO) ก่อนจะมาถึงตำแหน่งในปัจจุบัน

“พี่เป็นคนที่ชอบความท้าทาย เมื่อโอกาสมาถึงเราก็ต้องรีบไขว่คว้า ดีกว่าปล่อยให้หลุดมือแล้วมานั่งเสียดายโอกาสในภายหลังอีกอย่างหนึ่งพี่ว่าการทำงานกับบริษัทข้ามชาติมันท้าทายดี คือท้าทายในแง่ของทำไมระบบเขาดีจัง จึงมีอายุเกิน 100 ปีมาได้ เขาทำอย่างไรมันเลยเป็นสิ่งกระตุ้นที่อยากให้เราเรียนรู้ ”

เธอยิ้ม แล้วเล่าต่ออีกว่า ตอนนั้นธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับพี่และทางกลุ่มบี.กริม แต่คุณลิ้งค์มีความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพราะมองเรื่องความยั่งยืนของบริษัทในอนาคต อีกทั้งธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ทำรายได้สม่ำเสมอเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ที่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเป็นสำคัญ

“เมื่อก่อนยังไม่มีคนรู้จักหรือเข้าใจเลยว่า SPP หรือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก ขนาด 10-90 เมกะวัตต์ และ VSPP หรือผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมากที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ คืออะไร พวกเรากลุ่มบี.กริม ก็ไม่ค่อยรู้จัก จึงต้องลงมือศึกษากันแบบจริงจังมากๆ"

เธอยังสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวออกมา กับคำถามที่ว่า ระหว่างความเป็น "นักการเงิน" กับ "นักบริหาร" เธอเป็นอย่างไหนมากกว่ากัน

คำตอบที่ได้คือ “พี่เป็นนักบริหารมากกว่านักการเงิน เพราะปัจจุบันงานที่ทำอยู่ส่วนใหญ่ถือเป็นลักษณะงานของนักบริหารมากกว่า เช่น การที่เราจะต้องดึงความสามารถของแต่ละคนออกมา ช่วยกันทำงาน”

“นักบริหารที่ดีจะต้องเป็น Coordinator ได้" เธอหัวเราะ

พร้อมบอกว่า การเป็นนักบริหารที่ดียังต้องมีทักษะในด้านการเจรจา ยิ่งถ้าเราวางกลยุทธ์ธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งได้ ยิ่งจะช่วยให้การเจรจาสำเร็จง่ายขึ้น สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่นักบริหารต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองจากประสบการณ์ของแต่ละคน ขณะเดียวกันก็ต้องทำงาน แบบมืออาชีพ

“คุณลิงค์ก็ชอบพูดบ่อยๆ ถึงการทำงานซึ่งมันสะท้อนออกมาให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรและการทำงานของคนที่บี.กริม ว่าต้องทำงานแบบ Doing Business with Compassion หรือ ทำธุรกิจที่ต้องเข้าใจหัวอกหัวใจของคนอื่น ไม่เอาเปรียบ”

กลุ่ม บี.กริม ยึดถือในเรื่องความโปร่งใสและมีจริยธรรมในการทำธุรกิจมาก ฉะนั้นคนที่เข้ามาทำงานที่นี่ได้ นั่นหมายถึงคุณต้องไม่โกงบริษัท ไม่คอร์รัปชัน ต้องทำงานแบบตรงไปตรงมา เราต้องทำองค์กรเราให้เป็นแบบนี้

“ถ้าใครเก่ง แต่โกงเราไม่เอา เพราะงานเราขยายเยอะ ต้องทำงานเป็นทีมและต้องไว้วางใจกัน เช่น ทุกวันจันทร์ เอ็มดีของทุกโรงไฟฟ้าต้องมาระดมสมอง เป็น Agenda (วาระ) ร่วมกันไปแล้ว โดยทุกคนมีสิทธิ์ออกความเห็น พี่เองจะเป็นคนประสาน อย่างที่บอกเป็น Coordinator " เธอหัวเราะ

ก่อนเปรยว่า กลุ่มบริษัทบี.กริม.เพาเวอร์ สนใจที่จะขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น โดยขณะนี้มีบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 896 เมกะวัตต์ จาก 8 โรงไฟฟ้า ตามแผนหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือปัญหากระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ภายใน 5 ปี (2557-2562) จะมีงานในมือ (โปรเจคไลเซ่นส์) ผลิตไฟฟ้ามากถึง 5,000 เมกะวัตต์

โดยในระหว่างปี 2558-2562 ยังมีโรงไฟฟ้าที่อยู่การก่อสร้างและพัฒนาอีก 10 แห่ง รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 2,000 เมกะวัตต์

ส่วนกำลังการผลิตเพิ่มอีก 3,000 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างมองหาโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ (มองการลงทุนโรงไฟฟ้าในพม่าและญี่ปุ่น) คาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 1 แสนล้านบาท โดยมีแผนระดมทุนด้วยการนำบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เข้าระดมทุนเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีก 2 ปีข้างหน้า รวมทั้งอาจนำโรงไฟฟ้าใหม่ทั้ง 2 โรงขายเข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ABPIF)

ในส่วนของการลงทุนในโรงไฟฟ้าไอพีพี ปรียนาถ รับว่า สนใจเช่นกัน โดยอยู่ระหว่างศึกษาที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพม่า (เมืองทวาย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปลายปี 2558

นั่นเพราะเป้าหมายของกลุ่มบริษัทบี.กริม เพาเวอร์ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่การลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเท่านั้น เป้าหมายของบริษัทคือต้องการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศทุกขนาด โดยปัจจุบัน กลุ่มบริษัทบี.กริม เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนรายเล็ก (เอสพีพี) ในไทย

-----------------------------------------------

6 ธุรกิจหลัก บีกริมกรุ๊ป

1.ธุรกิจด้านพลังงาน 2.ธุรกิจด้านคมนาคม ร่วมกับทางซิเมนส์ เยอรมัน เป็นผู้จัดหาระบบการควบคุมและการบริการของรถไฟฟ้าบีทีเอส ระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน และการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อกับสนามบินสุวรรณภูมิ หรือ แอร์พอร์ตเรลลิงค์

3.ธุรกิจด้านเครื่องปรับอากาศ ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำอย่าง Carrier 4.ธุรกิจด้านสุขภาพ ด้วยการเข้าเป็นหุ้นส่วนองค์กรหลายแห่งที่จัดหาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ป้อนตลาด 5.ธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ ที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ภายใต้แบรนด์ที่หลากหลาย เช่น Burberry,L'OCCITANE หรือ La Perla และ 6.ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยมีอาคารหลักๆ คือ อัลมา ลิ้งค์ ที่ย่านชิดลม และ อาคาร ดร.เกฮาร์ด ลิ้งค์

ทั้ง 6 ธุรกิจสร้างรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท

ปัจจุบันมี "ฮาราลด์ ลิงค์" หรือ "หรัณ เลขนะสมิทธิ์" นั่งเป็นประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม เขาเป็นทายาทรุ่นที่ 3 เป็นหลานปู่ของ “หมอยาฝรั่ง” นาม “อดอล์ฟ ลิงค์” ที่เข้ามาในประเทศไทยเพื่อร่วมทำงานกับผู้ก่อตั้งบริษัท (แบร์นฮาร์ด กริม และ แอร์วิน มุลเลอร์) ตั้งแต่ปี 2421 จนถึงทุกวันนี้