รายงาน..เอฟดีไอไทยเพิ่มในปี 2556 ชี้การเมืองเป็น'จุดอ่อน'ดึงต่างชาติ
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (สคพ.) หรือ International Institute for Trade and Development (ITD) รายงานภาวะการลงทุนโดยตรงทั่วโลกและไทย โดยคาดว่าในปีหน้า เอฟดีไอของไทยจะเพิ่ม หลังจากปัญหาการเมืองคลี่คลาย แต่ยังเป็น'จุดอ่อน'สำคัญของไทย
นางรุโณทัย มหัทธนานนท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) กล่าวว่ายอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของอาเซียนในปี 2556 มีอัตราเพิ่มขึ้น 7% คิดเป็น 125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าในปี 2555 ที่มีมูลค่า 118 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศสิงคโปร์มียอดเอฟดีไอ เป็นอันดับ 1 มีมูลค่ากว่า 64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการสร้างสถิติใหม่ อันดับ 2 อินโดนีเซีย มีมูลค่าประมาณ 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในระดับคงที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อันดับ 3 ประเทศไทย มีเงินไหลเข้าในปีที่ผ่านมา 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
"แต่มีหลายโครงการถูกระงับไว้เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งมั่นใจว่าในปีนี้โครงการที่ระงับไปจะเดินหน้าได้ทั้งหมด"
สำหรับ อันดับ 4 เป็นมาเลเซีย มีมูลค่า 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเอฟดีไอที่ไหลเข้ากลุ่มประเทศอาเซียนที่มีรายได้ต่ำนั้น พม่า มีเอฟดีไอ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16% มีมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนเอฟดีไอไหลเข้าค่อนข้างคงที่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปีที่ผ่านมาไทยจะประสบความวุ่นวายทางการเมือง แต่อัตราเอฟดีไอเพิ่มขึ้น เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีกฎหมายคุ้มครองที่ยุติธรรม และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าไทยจะถูกกดดันจากทางสหรัฐในเรื่องของแรงงาน และจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่ไทยจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ทั้งหมดในปี 2015 แต่จะไม่กระทบต่อการค้า และนักลงทุนต่างชาติก็เข้าใจดีว่าสิทธิพิเศษ จีเอสพี จะต้องถูกตัดอย่างแน่นอนตามกรอบที่วางไว้ เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราการพัฒนาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูกและพึ่งพาสิทธิพิเศษจีเอสพีต่างชาติและผู้ประกอบการในไทยก็ย้ายฐานไปลงทุนเพื่อนบ้านมาโดยตลอด
ส่วนโครงการที่ลุงทุนในไทยจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอาศัยทักษะแรงงานขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องตามแผนสนับสนุนการลงทุนฉบับใหม่ของบีโอไอ ดังนั้นจึงไม่สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
“การที่ไทยจะคงความสามารถในการดึงดูดนักลงทุนต่อไป จะต้องปรับปรุงในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขกฎระเบียบศุลกากรทั้งระบบ เพราะกฎหมายศุลกากรไม่ได้ปรับปรุงมานานทำให้ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ระบบไอที เป็นต้น รวมทั้งจะต้องปรับปรุงการเมืองไทยให้มีเสถียรภาพ เพราะเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของประเทศไทย” นางรุโณทัย กล่าว
สำหรับประเทศคู่แข่งในการดึงดูดการลงทุนที่น่ากลัว จะเป็นประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะท่าเรือที่เข้าแข่ง และมีระบบไอทีที่ก้าวหน้ากว่าไทย รวมทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆในการดึงดูดการลงทุนตลอดเวลา เช่น การสร้างท่าเรือฮาลาล เพื่อใช้ขนส่งสินค้าฮาลาลโดยเฉพาะ สร้างความเชื่อถือให้กับประเทศมุสลิม เป็นต้น และที่สำคัญมีการเมืองที่มั่นคง ส่วนประเทศสิงคโปร์ ก็มีความเข้มแข็งในการดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทค อวกาศ และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ที่มีมูลค่าสูง
ในมุมมองการลงทุนของทั้งโลก อาเซียนเป็นภูมิภาคที่โดดเด่นในการเข้ามาลงทุนมากที่สุดอันเนื่องมาจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาไปสู่ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (อาร์ซีอีพี) ที่เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ กับคู่ภาคีที่มีอยู่ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งจะเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดเงินลงทุนมหาศาลเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้
สำหรับในภาพรวมการลงทุนโลกนั้น การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) คาดว่าในปี 2557 มูลค่าเอฟดีไอ โลกจะเพิ่มไปสู่ระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจจะเพิ่มเป็น 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 และเพิ่มเป็น 1.58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559
ปัจจัยสนับสนุนมาจากการเติบโตของการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตามภาวะความเปราะบางทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ตลอดจนความขัดแย้งภายในภูมิภาค อาจทำให้เกิดการชะลอการฟื้นตัวของเอฟดีไอไปยังประเทศกลุ่มนี้ได้
นอกจากนี้การกระจายตัวของเอฟดีไอ อาจกลับสู่รูปแบบเดิมที่ประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้รับเอฟดีไอรายใหญ่
อังค์ถัดคาดว่าในปี 2559 สัดส่วนเอฟดีไอที่ไหลไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 52% ของเอฟดีไอ ทั้งโลก หลังจากลดลงไปสู่ระดับต่ำกว่า 40% ในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามคาดว่าในอนาคตมูลค่าเอฟดีไอ ที่ไหลไปยังประเทศกำลังพัฒนาจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดย ในปี 2556 เอฟดีไอไปยังประเทศกำลังพัฒนาขยายตัว 7% ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับเอฟดีไอ สูงสุด รองลงมาเป็นแอฟริกา ละตินอเมริกาและแคริเบียน
[ล้อม]การลงทุนโลกฟื้น
ใกล้ระดับก่อนวิกฤติ
อังค์ถัดระบุว่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศแทบจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลกแล้ว และประเทศที่ประสบปัญหาอย่างสเปนกับอิตาลีก็สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากบริษัทต่างชาติคืนมาได้
รายงานของอังค์ถัดสะท้อนว่ากระแสการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 9% เป็น 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าระดับเฉลี่ยปีละ 1.49 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลก ไม่มากนัก
ในอนาคตอันใกล้ อังค์ถัดคาดว่ากระแสเงินทุนระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่าถือเป็นแนวโน้มที่น่ายินดี
ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) จะขึ้นถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2559 ส่วนใหญ่เป็นผลจากการลงทุนในประเทศอุตสาหกรรมที่กลับมาเหมือนเดิม โดยในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว 39 ชาตินั้น มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่สามารถดึงดูดเงินทุนต่างชาติในปี 2556 ได้มากกว่าปีก่อน ส่วนแหล่งลงทุนที่น่าดึงดูดใจมากที่สุดในยุโรปคือสเปน ซึ่งตัวเลขเอฟดีไอเพิ่มขึ้นจาก 26,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 39,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กระแสการลงทุนเข้าอิตาลีพุ่งขึ้นจากเกือบศูนย์เมื่อปี 2555 เป็น 16,500 ล้านดอลลาร์
ในทางตรงข้าม การลงทุนในฝรั่งเศสกับอังกฤษลดลงเป็นปีที่ 2 ติดกัน








