วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

FDIไทยเพิ่มปี56แต่การเมืองยังเป็น'จุดอ่อน'

รายงาน..เอฟดีไอไทยเพิ่มในปี 2556 ชี้การเมืองเป็น'จุดอ่อน'ดึงต่างชาติ

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (สคพ.) หรือ International Institute for Trade and Development (ITD) รายงานภาวะการลงทุนโดยตรงทั่วโลกและไทย โดยคาดว่าในปีหน้า เอฟดีไอของไทยจะเพิ่ม หลังจากปัญหาการเมืองคลี่คลาย แต่ยังเป็น'จุดอ่อน'สำคัญของไทย

นางรุโณทัย มหัทธนานนท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) กล่าวว่ายอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของอาเซียนในปี 2556 มีอัตราเพิ่มขึ้น 7% คิดเป็น 125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าในปี 2555 ที่มีมูลค่า 118 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศสิงคโปร์มียอดเอฟดีไอ เป็นอันดับ 1 มีมูลค่ากว่า 64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการสร้างสถิติใหม่ อันดับ 2 อินโดนีเซีย มีมูลค่าประมาณ 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในระดับคงที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อันดับ 3 ประเทศไทย มีเงินไหลเข้าในปีที่ผ่านมา 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

"แต่มีหลายโครงการถูกระงับไว้เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งมั่นใจว่าในปีนี้โครงการที่ระงับไปจะเดินหน้าได้ทั้งหมด"

สำหรับ อันดับ 4 เป็นมาเลเซีย มีมูลค่า 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเอฟดีไอที่ไหลเข้ากลุ่มประเทศอาเซียนที่มีรายได้ต่ำนั้น พม่า มีเอฟดีไอ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16% มีมูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนเอฟดีไอไหลเข้าค่อนข้างคงที่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปีที่ผ่านมาไทยจะประสบความวุ่นวายทางการเมือง แต่อัตราเอฟดีไอเพิ่มขึ้น เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีกฎหมายคุ้มครองที่ยุติธรรม และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าไทยจะถูกกดดันจากทางสหรัฐในเรื่องของแรงงาน และจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่ไทยจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ทั้งหมดในปี 2015 แต่จะไม่กระทบต่อการค้า และนักลงทุนต่างชาติก็เข้าใจดีว่าสิทธิพิเศษ จีเอสพี จะต้องถูกตัดอย่างแน่นอนตามกรอบที่วางไว้ เนื่องจากประเทศไทยมีอัตราการพัฒนาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูกและพึ่งพาสิทธิพิเศษจีเอสพีต่างชาติและผู้ประกอบการในไทยก็ย้ายฐานไปลงทุนเพื่อนบ้านมาโดยตลอด

ส่วนโครงการที่ลุงทุนในไทยจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และอาศัยทักษะแรงงานขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องตามแผนสนับสนุนการลงทุนฉบับใหม่ของบีโอไอ ดังนั้นจึงไม่สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

“การที่ไทยจะคงความสามารถในการดึงดูดนักลงทุนต่อไป จะต้องปรับปรุงในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ไขกฎระเบียบศุลกากรทั้งระบบ เพราะกฎหมายศุลกากรไม่ได้ปรับปรุงมานานทำให้ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ระบบไอที เป็นต้น รวมทั้งจะต้องปรับปรุงการเมืองไทยให้มีเสถียรภาพ เพราะเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของประเทศไทย” นางรุโณทัย กล่าว

สำหรับประเทศคู่แข่งในการดึงดูดการลงทุนที่น่ากลัว จะเป็นประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะท่าเรือที่เข้าแข่ง และมีระบบไอทีที่ก้าวหน้ากว่าไทย รวมทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆในการดึงดูดการลงทุนตลอดเวลา เช่น การสร้างท่าเรือฮาลาล เพื่อใช้ขนส่งสินค้าฮาลาลโดยเฉพาะ สร้างความเชื่อถือให้กับประเทศมุสลิม เป็นต้น และที่สำคัญมีการเมืองที่มั่นคง ส่วนประเทศสิงคโปร์ ก็มีความเข้มแข็งในการดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทค อวกาศ และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ที่มีมูลค่าสูง

ในมุมมองการลงทุนของทั้งโลก อาเซียนเป็นภูมิภาคที่โดดเด่นในการเข้ามาลงทุนมากที่สุดอันเนื่องมาจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาไปสู่ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (อาร์ซีอีพี) ที่เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ กับคู่ภาคีที่มีอยู่ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งจะเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดเงินลงทุนมหาศาลเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้

สำหรับในภาพรวมการลงทุนโลกนั้น การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) คาดว่าในปี 2557 มูลค่าเอฟดีไอ โลกจะเพิ่มไปสู่ระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจจะเพิ่มเป็น 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 และเพิ่มเป็น 1.58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559

ปัจจัยสนับสนุนมาจากการเติบโตของการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตามภาวะความเปราะบางทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ตลอดจนความขัดแย้งภายในภูมิภาค อาจทำให้เกิดการชะลอการฟื้นตัวของเอฟดีไอไปยังประเทศกลุ่มนี้ได้

นอกจากนี้การกระจายตัวของเอฟดีไอ อาจกลับสู่รูปแบบเดิมที่ประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้รับเอฟดีไอรายใหญ่

อังค์ถัดคาดว่าในปี 2559 สัดส่วนเอฟดีไอที่ไหลไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 52% ของเอฟดีไอ ทั้งโลก หลังจากลดลงไปสู่ระดับต่ำกว่า 40% ในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามคาดว่าในอนาคตมูลค่าเอฟดีไอ ที่ไหลไปยังประเทศกำลังพัฒนาจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดย ในปี 2556 เอฟดีไอไปยังประเทศกำลังพัฒนาขยายตัว 7% ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับเอฟดีไอ สูงสุด รองลงมาเป็นแอฟริกา ละตินอเมริกาและแคริเบียน

[ล้อม]การลงทุนโลกฟื้น

ใกล้ระดับก่อนวิกฤติ

อังค์ถัดระบุว่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศแทบจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลกแล้ว และประเทศที่ประสบปัญหาอย่างสเปนกับอิตาลีก็สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากบริษัทต่างชาติคืนมาได้

รายงานของอังค์ถัดสะท้อนว่ากระแสการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 9% เป็น 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าระดับเฉลี่ยปีละ 1.49 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลก ไม่มากนัก

ในอนาคตอันใกล้ อังค์ถัดคาดว่ากระแสเงินทุนระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่าถือเป็นแนวโน้มที่น่ายินดี

ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) จะขึ้นถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2559 ส่วนใหญ่เป็นผลจากการลงทุนในประเทศอุตสาหกรรมที่กลับมาเหมือนเดิม โดยในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว 39 ชาตินั้น มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่สามารถดึงดูดเงินทุนต่างชาติในปี 2556 ได้มากกว่าปีก่อน ส่วนแหล่งลงทุนที่น่าดึงดูดใจมากที่สุดในยุโรปคือสเปน ซึ่งตัวเลขเอฟดีไอเพิ่มขึ้นจาก 26,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 39,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กระแสการลงทุนเข้าอิตาลีพุ่งขึ้นจากเกือบศูนย์เมื่อปี 2555 เป็น 16,500 ล้านดอลลาร์

ในทางตรงข้าม การลงทุนในฝรั่งเศสกับอังกฤษลดลงเป็นปีที่ 2 ติดกัน