"ปิยสวัสดิ์"เตือนคสช.ตรึงราคาน้ำมันแค่ระยะสั้นเท่านั้นระบุควรเดินหน้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาเสถียรภาพ
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน กล่าวในงานเสวนา "ปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนของไทย" ว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงในอิรักส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอิรักเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันในระดับ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้น การที่ปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดโลก ทำให้มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอีก หากสถานการณ์บานปลาย จึงเป็นความเสี่ยงของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันระดับสูง โดยการดูแลราคาน้ำมันนั้นไม่เห็นด้วยหากรัฐจะตรึงราคาน้ำมันนานเกินไป ควรจะตรึงระยะสั้นเท่านั้น
"ปรับโครงสร้างราคาพลังงานมองว่าจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสม เพราะที่ผ่านมารัฐบาลใช้พลังงานมาเป็นนโยบายประชานิยม การนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลและแอลพีจี ไม่ได้ทำให้ประเทศสูญเสียเงินน้อยลง แต่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประเทศมากขึ้น เนื่องจากต้องสูญเสียรายได้กว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีสำหรับการลดภาษีดีเซลรวม 300,000 ล้านบาทต่อ 3 ปี เมื่อรวมกับอุดหนุนแอลพีจี จึงมีเงินอุดหนุนถึง 500,000 ล้านบาท หากตรึงราคาต่อก็ต้องมีผู้รับภาระ" นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีมีกลุ่มผู้สนับสนุนยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ มองว่าควรคำนึงถึงความเหมาะสมเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดตั้งกองทุนฯ ก็เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน โดยนำเงินจากกองทุนฯ อุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ อาทิ เอทานอล ทำให้ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์กับเบนซินแตกต่างกัน แต่หากไม่มีกองทุนฯ จะทำให้ราคาน้ำมันดังกล่าวใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผู้บริโภคไม่สนใจแก๊สโซฮอล์ เพราะมีอัตราการสิ้นเปลืองมากกว่า สุดท้ายผู้บริโภคก็จะเลือกใช้แต่เบนซินเท่านั้น ส่งผลให้ธุรกิจเอทานอลต้องล้มละลาย เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน
ขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นด้วย โดยสรุปแล้วเห็นว่ากองทุนน้ำมันควรมีอยู่ต่อ และทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพน้ำมันและอุดหนุนพลังงานทดแทนเฉพาะที่จำเป็น ส่วนราคาเอ็นจีวี/แอลพีจีควรขยับขึ้น ขณะที่ดีเซลควรจะปรับภาษีขึ้นมา









