วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุตฯปลาป่นไทยเป็นเหยื่อ'อียู'?

"อดิเรก" ผจก.ใหญ่ ซีพีเอฟ ยันให้ความร่วมมือแก้ปัญหาแรงงาน ชี้อุตสาหกรรมปลาป่นของไทยเสียหายหนัก

ห้วงนี้ประเทศไทยและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการส่งออกอาหารของไทยเสมือนโดนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไม่เพียงกรณีถูกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐปรับลดระดับในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ปี 2557 หรือ TIP Report จนตกไปอยู่ระดับต่ำสุดจากการกล่าวอ้างว่าไทยใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็กในอุตสาหกรรมอ้อย กุ้ง ปลา สิ่งทอ และสื่อลามกเท่านั้น

ก่อนหน้านี้สื่อสัญชาติอังกฤษอย่าง เดอะการ์เดียน ยังตีข่าวกล่าวหาการใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมปลาป่นและกุ้งของไทย โดยโยงไปถึง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ด้วย

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ยืนยันว่า ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับเรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ทั้งร่วมรณรงค์และต่อต้าน พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเร่งผลักดันแผนการปรับปรุงการทำประมงแถบอ่าวไทยและทะเลอันดามัน โดยมุ่งแก้ปัญหาแรงงานมาโดยตลอด

ฉะนั้นหากสหภาพยุโรป หรือ อียู ใช้ปัญหาแรงงานทาสกล่าวหาโจมตี ซีพีเอฟ เพื่อหวังกีดกันทางการค้า อาจเป็นแรงกดดันให้ ซีพีเอฟ อาจต้องเปลี่ยนฐานการซื้อสินค้าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน พม่า และเวียดนาม ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมปลาป่นของไทยได้รับความเสียหายอย่างหนัก

อย่างไรก็ดี เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย อียูซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศยุโรปที่ได้รับความน่าเชื่อ ต้องตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของสินค้าประเภทอื่นๆ ของประเทศคู่ค้าว่ามีการใช้แรงงานถูกต้องกฎหมายหรือไม่ เพราะในอดีตที่ผ่านมา อียูจะใช้มาตรการภาษีกีดกันการค้ากับประเทศคู่ค้า แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของผู้ประกอบการไทย ได้สร้างมาตรฐานให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับ

ในทางกลับกัน ประเทศไทยมีการนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศ แต่ไทยให้เกียรติและเคารพเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบของต่างประเทศ จึงไม่ต้องตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ว่าเนื้อสัตว์ที่นำเข้ามีการใช้แรงงานทาสหรือไม่ แต่ อียู ได้ใช้ปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมประมงกล่าวหาไทยเรื่องการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ซึ่งไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นการประเมินเพียงฝ่ายเดียวโดยยึดมาตรฐานตัวเองเป็นหลัก

หากจะพิจารณาอย่างเป็นธรรมจะเห็นว่าที่ผ่านมาการทำงานของรัฐบาลไทยได้ปราบปรามการค้ามนุษย์มาโดยตลอด และล่าสุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังได้มีนโยบายในการปราบปรามการค้ามนุษย์ และเร่งจัดทำแผนปราบปรามในระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ด้วย ซึ่งผิดกับบางประเทศที่ไม่สนใจเลย

ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรม อียูต้องมีมาตรฐานในการตรวจสอบ มิเช่นนั้นจะเป็นการสาดโคลนโจมตีและสร้างสถานการณ์ให้ผู้ประกอบการไทยตกเป็นแพะรับบาป ซึ่งไม่ยุติธรรมกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายและได้มาตรฐานสากล