บสย.แนะทางรอด'เอสเอ็มอี' ยืดหนี้-ลดดอกเบี้ยแก้สภาพคล่อง
สถานการณ์การเมืองยืดเยื้อกว่า 6 เดือน นับเป็นปัจจัยสำคัญกระทบธุรกิจเอสเอ็มอีไทยกว่า 1 แสนราย จากปัญหาหลักการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รายการ Business talk ช่อง NOW26 ร่วมสนทนากับ วัลลภ เตชะไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บรรษัทค้ำประกันสินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อม (บสย.) และ กิจติพร นันท์ตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอซ์เอจ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายไอศกรีมแบรนด์ไอซ์เอจ (ICE AGE) หัวข้อ "โอกาสและทางรอดเอสเอ็มอีในยุค คสช."
วัลลภ บอกว่าที่ผ่านมาช่วงที่เกิดปัญหาการเมือง ทำให้เอสเอ็มอี มีปัญหาสภาพคล่อง จากข้อมูลเครดิตบูโร ระบุว่ามีลูกหนี้ที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้เพิ่มขึ้น โดยเอสเอ็มอี สัดส่วน 40% ของจำนวนทั้งหมดไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ภายใน 90 วัน แสดงว่าเกิดปัญหาสภาพคล่อง ซึ่ง บสย.มีหน้าที่ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์เกิดความมั่นใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอี
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การช่วยเหลือเอสเอ็มอี จะพิจารณาคุณสมบัติ 5 ประการ ประกอบด้วย 1.จะต้องเป็นเอสเอ็มอีและมีสินทรัพย์รวมกันไม่เกิน 200 ล้านบาท 2. ประกอบการโดยคนไทยและทำธุรกิจในประเทศไทย 3.เป็นหนี้ปกติที่ไม่ติดเครดิตบูโร หรือหากติดเครดิตบูโรต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ 4.มีจริยธรรมในการทำธุรกิจ และ 5. มีแผนธุรกิจที่ดี
"การช่วยเหลือของบสย.จะขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจที่จะขอกู้เงินจากแบงก์ หากขาดหลักประกัน บสย.จะให้ความช่วยเหลือด้านการค้ำประกันสินเชื่อให้"
ปกติเอสเอ็มอีทั่วไป จะติดต่อกับธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว ดังนั้นควรเจรจากับธนาคารพาณิชย์ว่ามีปัญหาสภาพคล่อง เพื่อขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือขยายเวลาจ่ายหนี้ เพราะธนาคารพาณิชย์ ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาหนี้เสียกับลูกค้า
ขณะที่บสย.มีหน้าที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์เกิดความเชื่อมั่นที่จะปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี โดยมีมาตรการช่วยด้านค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้เอสเอ็มอีเบื้องต้น 262 ล้านบาท โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)สนับสนุน และปีแรกสามารถค้ำประกันได้ 1.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นยังมีวงเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลชุดก่อนอีก 5.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้งสองวงเงินสามารถค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีรวม 7หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมากว่า 6เดือนนั้น ทำให้เอสเอ็มอีปัญหาการชำระหนี้ถึง 1.5 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 2.8 พันล้านบาท ดังนั้นบสย.จึงได้เสนอมาตรการผ่อนผันการจ่ายหนี้ออกไป 6 เดือน เพื่อให้เอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่องจากเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งขณะนี้เอสเอ็มอีเริ่มดีขึ้น และสามารถมีเงินหมุนเวียนดำเนินธุรกิจได้
สำหรับเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง บสย.ได้แนะนำให้ลดต้นทุน เพิ่มยอดขายสินค้า ขณะเดียวกันก็แนะนำให้ขยายธุรกิจและตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดการค้าชายแดนหรือประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเศรษฐกิจมีทิศทางขยายตัว
วัลลภ บอกว่าสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี 40% ที่มีปัญหาสภาพคล่องขณะนี้ หากไม่เร่งแก้ไขหรือหาแนวทางช่วยเหลือ จะทำให้เอสเอ็มอีมีปัญหามากขึ้น ส่งผลกระทบเศรษฐกิจประเทศและทำให้เกิดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้เอสเอ็มอี เริ่มเห็นทางออก จากการช่วยเหลือเกษตรกรจ่ายเงินให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องภาคเกษตรได้รับอานิสงส์ไปด้วย ทำให้เอสเอ็มอีมีทิศทางดีขึ้น
ด้าน กิจติพร กล่าวว่ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อของบสย.ช่วยให้เอสเอ็มอีมีเงินทุนหมุนเวียน หรือมีสภาพคล่องดีขึ้น ที่ผ่านมาผลกระทบจากการเมือง ทำให้ยอดขายลดลงมาก เพราะธุรกิจของบริษัทอิงกับธุรกิจท่องเที่ยวเมื่อท่องเที่ยวตกต่ำ ทำให้ได้รับผลกระทบไปด้วย จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือ
ขณะที่บริษัทเองมีการปรับตัว ลดต้นทุน เตรียมแผนรองรับธุรกิจครึ่งปีหลัง มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าและตลาดใหม่ รวมทั้งปรับตัวเพื่อต่อยอดธุรกิจให้มีศักยภาพทำตลาดเพิ่มขึ้น
"เมื่อมีปัญหาสายป่านเงินทุนไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ เราใช้วิธี มีวินัยการเงินกับตัวเอง และลูกค้า ซัพพลายเออร์ รวมถึงกับแบงก์ที่เรากู้เงิน โดยอาจขอลดดอกเบี้ยหรือวงเงินจ่ายหนี้ จะช่วยเพิ่มแหล่งเงินทุนได้ เมื่อมีบสย.เข้ามาช่วยเหลือด้านการค้ำประกัน ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับเอสเอ็มอีที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุน" กิจติพร กล่าว









