สำหรับ Sino-Thai Engineering and Construction คงคำแนะนำ ซื้อ
และปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานของหุ้น STEC ขึ้น 27% เป็น 28 บาท สะท้อนศักยภาพของบริษัทที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งพร้อมสำหรับการเข้าประมูลโครงการของ 1) ภาครัฐในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เริ่มต้นเปิดประมูลตั้งแต่ 2H57 เป็นต้นไป และ 2) ภาคเอกชนโดยเฉพาะในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ STEC มีความเชี่ยวชาญสูง
เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการประมูลงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
การรับงานประมูลโครงการก่อสร้างใหม่ของบริษัท นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่างานรวมเพียง 1 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้างถนนในลาว (มูลค่างาน 657 ล้านบาท) ยังห่างจากเป้าหมายรับงานใหม่ทั้งปีของบริษัทที่ 20 พันล้านบาท เนื่องจากภาพรวมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง ส่งผลให้เกิดการชะลอประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คสช. มีนโยบายสานต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ในโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ได้แก่ การเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล และการพัฒนาเส้นทางรถไฟให้เป็นรางคู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักพลิกฟื้นภาพรวมอุตสาหกรรมเริ่มตั้งแต่ 3Q57 เป็นต้นไป
ประเดิมด้วยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับโครงการรถไฟรางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย (มูลค่าประมาณ 11 พันล้านบาท) ภายในสิ้นเดือน มิ.ย. 57 เราคาดว่าโครงการรถไฟฟ้าจะเป็นกลุ่มงานลำดับต้นที่จะเปิดให้มีการประมูลงานเช่นกัน โดยเฉพาะส่วนต่อขยาย BTS (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ที่มีความพร้อมกว่าเส้นทางอื่นๆ เราคาดว่า STEC มีโอกาสชนะประมูลประมาณ 1/4 สำหรับโครงการนี้ จากที่บริษัทมีประสบการณ์งานก่อสร้างสายสีน้ำเงิน สีม่วง และส่วนต่อขยาย BTS มาแล้วในอดีต
คาดผลประกอบการจากธุรกิจหลักในปี 2557 จะเติบโตเล็กน้อย 1.3%YoY : ผลประกอบการ 1Q57 ลดลง QoQ ตามการรายได้รับรู้ที่ลดลงเนื่องจากการเปิดประมูลงานก่อสร้างโครงการภาครัฐที่ชะลอออกไป เราคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาสที่เหลือของปีจะใกล้เคียงกับผลประกอบการใน 1Q57 เพราะยังคงได้รับผลกระทบ จากการรับรู้งานส่วนใหญ่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน, โรงไฟฟ้า IPP ของ Gulf JP และอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ รวมทั้งการขาดงานประมูลใหม่ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ เข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโตให้แข็งแกร่งเหมือนกับที่เติบโตก้าวกระโดดในช่วง 6 ปีย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการพัฒนาโครงการที่ดีขึ้นโดยเฉพาะต้นทุนวัสดุก่อสร้าง จะเป็นปัจจัยพยุงอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับ 6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มรายใหญ่ด้วยกัน และหากไม่รวมกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนในสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ให้เป็นมูลค่าตลาดดังที่เกิดขึ้นใน 4Q56 คาดว่ากำไรก่อนรายการพิเศษในปี 57 จะเติบโตเพียง 1.3%YoY ที่ 1.54 พันล้านบาท
มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2558 : เราคาดว่าผลประกอบการในปี 58 จะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องที่ +5%YoY จากฐาน Backlog ที่มีราว 5 หมื่นล้านบาท สนับสนุนการรับรู้รายได้ในปี 58 ทั้งนี้การประมาณการผลประกอบการในปี 58 ของเรายังไม่รวมโครงการก่อสร้างของภาครัฐภายใต้การพิจารณาของ คสช. และภาคเอกชนที่อยู่ระหว่างรอประมูลซึ่ง STEC มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ได้แก่ โรงไฟฟ้า IPP และ SPP เราคาดว่าบริษัทมีแนวโน้มสูงที่จะได้รับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้า IPP อย่างน้อย 3 แห่งจากลูกค้ารายเดิม Gulf JP ในปี 58 และมี Success rate ในกลุ่มโครงการโรงไฟฟ้า SPP ประมาณ 1/3 ซึ่งทำให้เรามีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการในปี 2558
คงคำแนะนำ “ซื้อ” รายใหญ่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการประมูลโครงการภาครัฐ : เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” สะท้อนศักยภาพของ STEC ที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและพร้อมเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐในโครงการทุกประเภท โดยปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐานขึ้น 27% เป็น 28 บาท จากการปรับเพิ่ม Prospective P/E จากเดิม 22 เท่า เป็น 28 เท่า ซึ่งยังเป็นส่วนลด 12% จากระดับสูงสุด 3 ปีย้อนหลัง (32 เท่า) สะท้อนโอกาสการเติบโตสูงขึ้นในอนาคตจากความคืบหน้าการเปิดประมูลโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐชัดเจนมากขึ้นส่งผลบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรม โดยSTEC มีศักยภาพสูงที่จะชนะประมูลงานก่อสร้างกลุ่มรถไฟฟ้าที่ STEC ประสบความสำเร็จสูงในการประมูลงานประเภทนี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา









