'โลว์คอสต์'เร่งฟื้นตลาดไทย มุ่งบินในประเทศรับไฮซีซัน 'โอเรียนท์ไทย'เล็งบริหารสนามบินอู่ตะเภา
ปัญหาการเมืองยืดเยื้อก่อนหน้า ซ้ำด้วยวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิรักที่ส่งให้ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นจนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แต่ในภาวะปัจจุบันตลาดเดียวที่ยังคงมีการเดินทางปกติคือ “คนไทย” ที่ยังเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญที่ทุกสายการบินมุ่งเป้าเจาะกำลังซื้อในขณะนี้
ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทย แอร์เอเชีย กล่าวว่า โปรแกรมกระตุ้นตลาดด้วยโปรโมชั่น Free Seats ที่เพิ่งเปิดตัวออกไป ทำให้เคอร์ฟิวไม่มีผลกระทบต่อการจองตั๋วเลย เพราะเป็นการจองเพื่อวางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้า ถือว่าช่วยส่งเสริมบรรยากาศการเดินทางของตลาดในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการยกเลิกเคอร์ฟิวจะทำให้ตลาดในช่วงไตรมาส 3 ทะยอยปรับดีขึ้น ก่อนเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว โดยมีกลุ่มลูกค้าคนไทย ที่คาดว่าจะตลาดที่ “กลับมาเร็วที่สุด” รองลงมาคือ “ตลาดจีน” ที่ปกติยกให้ไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมอยู่แล้ว เมื่อเหตุการณ์ปกติ เชื่อว่าจะหลั่งไหลกลับมาอย่างรวดเร็วแน่นอน
“ตัวเลขเส้นทางในประเทศ 4 เดือนแรก สำหรับคนไทยยังคงเติบโตราว 26% มากกว่าตลาดต่างประเทศที่เติบโต 18% ทั้งนี้เพราะมีการขยายที่นั่งและเพิ่มความถี่เที่ยวบินเพื่อรองรับดีมานด์ ส่วนเส้นทางต่างประเทศ คนไทย ขยายตัวเพิ่ม 17% ส่วนต่างชาติเพิ่มราว 10%” ทัศพล ระบุ
สำหรับครึ่งปีหลัง ยอมรับว่ายังต้องจับตาดูสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด แต่ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาถือว่ายังนิ่ง และไม่ได้รับผลกระทบมากนัก นอกจากนี้ ยังต้องการให้ภาครัฐวางกลไกช่วยกระตุ้นตลาดให้คืนกลับมาโดยเร็วใน 3 เรื่องหลัก คือ การลดค่าธรรมเนียมสนามบิน, การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้เป็นการชั่วคราว และการจัดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวรายการใหญ่ขึ้นมา
ส่วนแผนการฟื้นตลาดต่างประเทศของไทยแอร์เอเชียจะมุ่งไปที่ 3 กลุ่มใหญ่ คือ ตลาดในไทย ซึ่งมีการบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มในอัตราราว 36%, จีน เพิ่ม 41% และอินโดจีน ซึ่งเติบโต 18% พร้อมกับการร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดแคมเปญใหญ่ “ไทยแลนด์ ชอปปิง พาราไดส์” รวมถึงออกไปทำโรดโชว์ที่ย่างกุ้ง ในพม่า, โฮจิมินห์ ของเวียดนาม รวมถึง ฉงชิ่ง ในจีน
นำพล รุ่งสว่าง ผู้จัดการฝ่ายการขายและการตลาด สายการบินไทย4 ไลอ้อนแอร์ กล่าวว่า ในช่วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา สายการบินได้ปรับแผนการใช้เครื่องบินใหม่โดยหันมาเพิ่มความถี่เส้นทางบินในประเทศมากขึ้น เพื่อตอบสนองกับความต้องการลูกค้าคนไทยที่มีกว่า 90% จากปัจจุบันมีเครื่องบิน 4 ลำ เข้าบริการในเส้นทางหลัก “ยอดนิยม” อย่าง เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ 7 เที่ยวต่อวัน ซึ่งผลตอบรับที่ชี้ชัดว่ากำลังซื้อคนไทยยังสดใส คือ อัตราบรรทุกเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีซึ่งอยู่ที่ 90% ทุกเส้นทาง แต่เมื่อเริ่มเข้าช่วง เม.ย.อัตราเฉลี่ยเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยอยู่ที่ 85% เพราะเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซัน แต่ยังคงสอดคล้องกับเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้
“การมีเคอร์ฟิวหรือยกเลิกเคอร์ฟิวไม่มีผลต่อไทย ไลอ้อนแอร์ มากนัก เนื่องจากแนวคิดหลักในการทำธุรกิจที่วางไว้คือ การให้ราคาต่ำสม่ำเสมอตลอดทั้งปี (Consistency Low Fares) ดังนั้นจึงเห็นกำลังซื้อคนไทยที่เข้ามาสม่ำเสมอ แต่ขณะเดียวกัน เส้นทางต่างประเทศมีการยกเลิกเส้นทาง ดอนเมือง-กัวลาลัมเปอร์ เพื่อหลีกทางให้กับมาลินโด้ แอร์ ซึ่งเป็นสายการบินร่วมเครือไลอ้อน กรุ๊ปจดทะเบียนในมาเลเซีย ที่สามารถให้บริการในเวลาที่ดีกว่า”
สำหรับแผนการขยายเส้นทางบินใหม่ๆ ใน 6 เดือนต่อไปนี้ มีเป้าหมายนำเครื่องบินเข้ามาเพิ่มอีก 7 ลำ โดยจะเพิ่มจังหวัดต่างๆ ในไทย อาทิ อุดรธานี อุบลราชธานี เชียงราย และสุราษฎร์ธานี โดยมองว่าภายในปีนี้จะมีจุดหมายในไทยเพิ่มไม่ต่ำกว่า 7 เส้นทาง
000
(ล้อมกรอบ)
'โอเรียนท์ไทย'เล็งบริหารสนามบินอู่ตะเภา
เจ้าเก่าในตลาดโลว์คอสต์อย่าง “โอเรียนท์ไทย” นั้น แม้จะห่างหายจากเวทีการแข่งขัน แต่กลับไปประสบความสำเร็จกับธุรกิจ “เช่าเหมาลำ” หรือ ชาร์เตอร์ไฟลต์ จนมีส่วนแบ่งการตลาดชาร์เตอร์ไฟลต์จากจีนเป็นอันดับหนึ่งด้วยจำนวน 8.46 แสนที่นั่งในปีที่ผ่านมา
อุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานที่ปรึกษาสายการบินโอเรียนท์ไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์การเมืองเริ่มชัดเจนมากขึ้น มีความเป็นไปได้ในการปัดฝุ่นแผนเสนอตัวเป็นผู้ลงทุนและรับบริหารสนามบินอู่ตะเภา จ.ชลบุรี หากว่ากองทัพเรือ เจ้าของพื้นที่สนใจจะพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวอีกครั้ง
"เคยเสนอตัวเข้ารับลงทุนและบริหารสนามบินในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายใต้งบกว่า 700-800 ล้านบาท แต่ภายใต้สภาพการปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไทยอย่างมหาศาล ตามแผนคร่าวๆ จะต้องใช้งบเพิ่มราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อดันให้อู่ตะเภารองรับผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคนต่อปี ซึ่งในทางยุทธศาสตร์การเดินทาง จะช่วยซึมซับความหนาแน่นของสนามบินสุวรรณภูมิได้เป็นอย่างดี เพราะพัทยาเป็นจุดหมายหลักกว่า 95% ของชาวจีนที่เดินทางมาไทยอยู่แล้ว และยังเป็นที่ชื่นชอบของตลาดรัสเซียอย่างมาก
การพัฒนาสนามบินภายใต้เม็ดล้านดังกล่าว ครอบคลุมทั้งการสร้างเทอร์มินัลผู้โดยสาร โรงซ่อมอากาศยาน และส่วนบริการคาร์โก รวมถึงการลงทุนสร้างถนนเชื่อมต่อจากสุขุมวิทเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการขนส่งผู้โดยสาร-สินค้าด้วย ซึ่งหากโครงการนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม จะช่วยกระจายรายได้จากเศรษฐกิจท่องเที่ยวในชุมชนโดยรอบได้มหาศาล และยังเป็นช่องทางการขนส่งสินค้าทางอากาศ (คาร์โก้) ที่เชื่อมกับอีสเทิร์น ซีบอร์ด ได้โดยตรงอีกด้วย









