องค์กรแห่งนี้ ไม่มี เพศ รสนิยมทางเพศ เชื้อชาติ และสัญชาติ ไม่จำกัด ศาสนา หรือ ภาษา ไม่สนใจสถานภาพ ยอมรับและเคารพในความหลากหลายของพนักงาน
“เราจะไม่แบ่งแยกไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ สัญชาติ เพศ หรือแม้แต่รสนิยมทางเพศ องค์กรของเราจริงจังกับเรื่องนี้มาก”
คำยืนยันจาก “บุปผาวดี โอวรารินทร์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ประจำประเทศไทย และภูมิภาคแม่น้ำโขง ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ที่บอกไว้ในเวทีเสวนา “การเตรียมคนและสภาพแวดล้อมเพื่อสร้างองค์กรไทยให้เป็นองค์กรแห่งอนาคต” งาน Happy Workplace Forum 2014 ครั้งที่ 1 โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ผ่านมา สะท้อนหนึ่งนโยบายสำคัญของธุรกิจธนาคาร ในเรื่อง Diversity and Inclusion (D&I) การเปิดรับในความหลากหลายในองค์กร
ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สัญชาติอังกฤษ ดำเนินกิจการมากว่า 150 ปี โดยให้บริการด้าน ตลาดเงิน และตลาดทุน บริการธุรกรรมทางการเงิน ผลิตภัณฑ์กลุ่มลูกค้าบุคคล และวาณิชย์ธนกิจ มีตลาดหลักอยู่ในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ขณะที่เข้ามาประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 รวมเวลานับ 120 ปี
บ้านหลังใหญ่ของพวกเขามี “ความหลากหลาย” โดยมีพนักงานถึง 130 เชื้อชาติ ใน 71 ตลาด มีเพื่อนพ้องอยู่กว่า 86,000 ชีวิต ขณะภาษาที่ใช้ ก็หลากหลายถึง “170 ภาษา”
“ในกรุ๊ปของเราผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่สำหรับประเทศไทย มีผู้หญิงถึง 73% เรียกว่าตั้งแต่ซีอีโอ (ลิน ค็อก) ก็เป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายมี 27% และในนี้ก็ยังมี subset ลงไปอีก ประชากรส่วนใหญ่ของเราเป็น “ผู้หญิงโสด” และเป็นกลุ่ม เจนเอ็กซ์ถึง 60% โดยทุกคนบอกเหตุผลของการโสดว่า..สวยเลือกได้”
“บุปผาวดี” รายงานสถานการณ์ พลเมืองสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเทศไทย ที่ยึด “ไบเบิล” ฉบับเดียวกันกับทั้งกรุ๊ปนั่นคือ มุ่งเน้นนโยบายด้าน Diversity and Inclusion (D&I) การเปิดรับในความหลากหลาย ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน เช่น เรื่องเพศ ที่ไม่แบ่งเพียง หญิง กับ ชาย เท่านั้น แต่ยังมีความหลากหลายขึ้น ซึ่งพวกเขาไม่เพียงเคารพและให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ แต่ทว่ายังนำมาสู่ “วิถีปฏิบัติ” ในแบบ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด อย่างเช่น การอนุญาตให้ไม่ระบุ “สถานภาพ” ในใบประวัติพนักงานก็ได้
“เราถือว่า เราเน้นที่ผลของงาน ส่วนในแง่ของ รสนิยม สัญชาติ เชื้อชาติ หรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นเรื่องที่เราต้องเคารพ นี่เป็นวัฒนธรรมของ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด”
จุดยืนนี้ไม่เพียงนำมาปฏิบัติกันในองค์กร ทว่ายังถ่ายทอดสู่สังคมภายนอก โดยพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สะท้อนการยอมรับและให้ความสำคัญในความหลากหลาย
“WE+” (วีพลัส) คือ บริการทางการเงินใหม่ล่าสุด ที่เพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการทางการเงินของ “คู่ชีวิตยุคใหม่” ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น บางคู่ใช้ชีวิตคู่โดยไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย คู่รักจำนวนหนึ่งอยู่ด้วยกันทั้งที่เป็นคนละเพศ หรือเพศเดียวกัน ซึ่งยังมีข้อจำกัด ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกันได้ พวกเขาจึงพัฒนาบริการมารับความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ
“ธนาคารของเราเปิดรับลูกค้าทุกประเภท ถึงแม้พวกเขามีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง และเรายังเชื่อว่า ทุกคนต้องการความมั่นคงทั้งในด้านการเงิน และชีวิตคู่”
“ลิน ค็อก” ซีอีโอ ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในงานเปิดตัว “We+”
ขณะที่ “บุปผาวดี” บอกเราว่า “WE+” ใช้คอนเซปต์ ‘สองชีวิตที่ผูกพัน หนึ่งธนาคารที่เข้าใจ’ สะท้อนถึงการเป็นผลิตภัณฑ์และบริการซึ่งพัฒนาขึ้นบน “ความเข้าใจ” ที่มีต่อลูกค้า และความเข้าใจนี้ยังรวมไปถึงพนักงานในองค์กรของพวกเขา
“ในเมื่อ ลูกค้ามีได้ ทำไมสตาฟของธนาคารจะมีบ้างไม่ได้ เรามองเห็นว่า พนักงานของเราบางคู่เขาอาจอยู่ด้วยกันเฉยๆ หรือเป็นคู่รักเพศเดียวกัน จึงมีผลประโยชน์เช่นนี้ให้แก่พนักงานของเราด้วย และเป็นประเทศแรกที่ทำเรื่องนี้”
การยอมรับในความหลากหลายไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาทำ “จริงจัง” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทว่ายังรวมถึงการเตรียมองค์กรเพื่อรับมืออนาคต
โดยปัจจุบัน ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) เป็นเหมือน “ฮับ” ในภูมิภาคแม่น้ำโขง พร้อมรับโอกาสจากการมาถึงของ AEC มีการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างจุดแข็งและแต้มต่อให้ธุรกิจ ซึ่งพวกเขาบอกว่า หมดยุค “จะฝากจะถอนเอาหมอนมาด้วย” ไปนานแล้ว แต่วันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาให้บริการที่รวดเร็วทันใจลูกค้า เช่น ระบบ อี-แบงก์กิ้ง รองรับการทำธุรกรรมออนไลน์ รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานของพนักงาน เช่น การลางานทางออนไลน์ได้ด้วยเป็นต้น
ขณะที่การเตรียมพร้อมเรื่องคน พวกเขามอบโอกาสในการทำงานไม่แต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่พนักงานจะถูกส่งไปเรียนรู้งานในหลายๆ ประเทศ ซึ่งสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ดำเนินธุรกิจอยู่ เพื่อพัฒนาคนให้พร้อมรับมืออนาคต
“ที่เราทำทุกเรื่องไม่ว่า ในแง่ธุรกิจ หรือแง่ของคน เราเน้นเสมอว่า ไม่ใช่แค่สร้าง Best Practice แต่เราต้องการเป็น ‘เทรนด์เซ็ทเตอร์’ ในเรื่องนี้ด้วย” เธอบอกเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
ขณะการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ในองค์กร นำมาสู่ “AHA Moment” การฝึกคนให้คิดนอกกรอบและสร้าง “สิ่งใหม่” ด้วยการนำเสนอไอเดียที่ผู้บริหารฟังแล้วต้องรู้สึก “อะฮ่า” ในไอเดียนั้น
เวลาเดียวกับกระตุ้นคนทำงานผ่านแนวคิด “KFCI” ซึ่งมาจาก K- Know me, F-Focus me, C-Care about me, I-Inspire me
“เราจะใช้คำว่า KFCI คนของเราหรือยัง ซึ่งไม่ใช่แค่การไปรู้จักมักจี่ หรือพูดคุยกับลูกน้อง แต่ต้องรู้จักเขา ต้องโฟกัสที่เขา ต้องแคร์เขา และหัวหน้างานต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกน้องได้ เพื่อให้เขารู้สึกคึกคัก อยากมาทำงานทุกวัน ซึ่งเราต้อง KFCI ซึ่งกันและกันด้วย นั่นคือ ลูกน้องเองก็ต้อง KFCI หัวหน้างานด้วยเช่นกัน” เธอบอก
ต้อนรับศุกร์หรรษา ให้ผู้นำทีมมาพบปะสังสรรค์กันในทุกวันศุกร์ โดยศุกร์ที่สามของเดือน จะเป็นของผู้นำทีมระดับซีเนียร์ ส่วนศุกร์ที่สี่ จะเป็นเวลาของผู้นำระดับจูเนียร์ ที่จะได้พักเรื่องงานมาพบปะพูดคุย แต่งตัวในธีมเดียวกัน สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทีมงานของพวกเขา ขณะที่ได้รับความร่วมมือตั้งแต่ระดับผู้บริหารองค์กรในการลงมาทำกิจกรรมนี้ เรียกว่า “จัดเต็ม” ในทุกงานเพื่อลูกน้อง
ผลพลอยได้จากสิ่งเหล่านี้ คือ รางวัล Great Workplace Award ในปี 2010 จากการมีส่วนร่วมของพนักงานที่สูง
“พนักงานรู้สึกว่า ที่ทำงาน เขามีเพื่อน มีหัวหน้างานที่เข้าใจ ตื่นมาก็กระตือรือร้นในการทำงาน ทุกคนแฮปปี้ที่ได้ทำงาน บางทีจากกันไปตอน 3-4 ทุ่ม เช้ามาเจอกัน 8 โมงเช้า ยังเห็นนั่งอยู่ที่เดิม จนต้องแซวกลับไปว่า ได้กลับบ้านกันหรือยัง สำหรับพวกเรา ไม่ได้รู้สึกว่า อยู่ในกฎระเบียบ เพราะเราได้รับอิสระอย่างเต็มที่” พวกเขาสะท้อนความคิด
นี่คือหนึ่งตัวอย่างขององค์กรยุคใหม่ ซึ่งยอมรับในความหลากหลาย และเชื่อว่าต้อง กล้าแตกต่างและทำทุกอย่างให้เป็นไปได้ ด้วยคำสองคำที่ว่า “Make difference” และ “Mission I’m possible”
.............................................





