วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งชงคสช.อนุมัติเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21

"พลังงาน"เล็งชง"ประยุทธ์"ปธ.กพช.ชุดใหม่ อนุมัติเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21 เหตุปริมาณก๊าซฯลดลงทุกปี

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ชุดใหม่ ที่มีพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติการเปิดยื่นขอสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 21 เนื่องจากที่ผ่านมามีความล่าช้ามากว่า 2 ปีแล้ว เนื่องจากปัญหาการคัดค้านจากประชาชน ทำให้ที่ผ่านมาต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนเสร็จสิ้นแล้ว

สำหรับการเปิดยื่นข้อเสนอสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบ 21 นี้ เนื่องจากมีความจำเป็นในการหาแหล่งก๊าซธรรมชาติ เพราะปัจจุบันปริมาณก๊าซฯในอ่าวไทยเริ่มลดลงทุกปี จากปัจจุบันผลิตได้ 3.558 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และในอีก 8 ปีข้างหน้าหรือปี 2565 จะลดลงเหลือ 2.916 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และหลังจากนั้นในแต่ละปีจะทยอยลดลง 100-200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หากไม่มีการลงทุนสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซฯเพิ่มขึ้นมา การผลิตก๊าซธรรมชาติจะถดถอยลงเรื่อยๆ จนหมดไปในที่สุด ซึ่งหากวันนั้นมาถึง โรงไฟฟ้าที่เคยใช้ก๊าซจากอ่าวไทย ก็จะต้องทดแทนด้วยก๊าชแอลเอ็นจีนำเข้าที่มีราคาสูงกว่าเกือบหนึ่งเท่าตัว

"ปัจจุบันเรามีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่พิสูจน์แล้ว ประมาณ 9 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต แต่เราใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งบนเงื่อนไขที่ว่า ไม่มีการพบปริมาณสำรองเพิ่มขึ้นและยังรักษาระดับการผลิตในระดับเดิมเอาไว้ได้ เราจะมีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ไปได้อีกประมาณ 7 ปีเท่านั้น ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง"

ทั้งนี้ แหล่งปิโตรเลียมที่จะนำมาเปิดให้มีการยื่นขอสำรวจในรอบ 21 นี้ จะเป็นเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่กลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง จำนวน 6 แปลง กลุ่มพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 11 แปลง และกลุ่มพื้นที่ในอ่าวไทยจำนวน 5 แปลง รวม 22 แปลง ทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยเปิดให้มีการสำรวจมาก่อน ซึ่งเป็นการเลือกเฉพาะพื้นที่ที่คิดว่า มีศักยภาพปิโตรเลียมจริงๆ และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่คาดว่าจะมีปัญหา เช่น พื้นที่ชุมชน พื้นที่ป่าสงวน พื้นที่ใกล้ฝั่ง เป็นต้น

"สัญญาสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมตามพ.ร.บ.ปีพ.ศ.2514 จะหมดลงในปี 2565 และ2566 ซึ่งอย่าคิดว่ายังมีเวลาเหลืออีก 10 ปี ค่อยมาพิจารณาต่อสัญญาสัมปทาน เนื่องจากธุรกิจผลิตปิโตรเลียม ไม่เหมือนการลงทุนด้านอื่น เพราะต้องลงทุนเพิ่มในการขุดเจาะอยู่เสมอ ที่สำคัญแหล่งน้ำมันในประเทศไทยเป็นแหล่งเล็กๆ ยิ่งต้องลงทุนต่อเนื่อง และคงไม่มีบริษัทไหนกล้าเสี่ยงทำ ถ้าไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนว่านโยบายภาครัฐมีความชัดเจนอย่างไร ซึ่งประเทศอาจจะเจอกับวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่อย่างแน่นอน และเมื่อวันนั้นมาถึงถามว่าบรรดากลุ่มเอ็นจีโอที่ต่อต้านทุกรูปแบบจะออกมารับผิดชอบอย่างไร"

รายงานข่าวจากระทรวงพลังงาน ระบุว่า อยากให้คสช.เร่งตัดสินใจต่อสัญญาสัมปทานแปลงปิโตรเลียม โดยพิจารณษให้กับผู้ประกอบการรายเดิม ๆ ที่มีความพร้อมและได้ลงทุนไปแล้วจำนวนมาก เพื่อให้เห็นทิศทางและพร้อมที่จะลงทุนเพิ่ม ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จะได้เกิดความต่อเนื่องในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ส่วนเรื่องผลประโยชน์ของประเทศนั้น ถ้ายังเชื่อว่า ระบบ Thailand3 ให้ผลประโยชน์แก่ประเทศชาติน้อย คสช.ก็สั่งการให้แก้ไข ให้มีการเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นค่าภาคหลวง,ภาษีเงินได้,หรือแม้แต่ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ไปในอัตราที่เหมาะสม คงไม่มีบริษัทผู้รับสัมปทานรายเดิมปฏิเสธ

"เรื่องนี้ ต้องรีบคิด รีบตัดสินใจ เพราะในปี 2565 และ2566 สัญญาสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมตามพ.ร.บ. ปี 2514 กำลังจะหมดลง อย่าได้คิดว่าอีกตั้งเกือบ 10 ปี ยังมีเวลา เพราะธุรกิจผลิตปิโตรเลียม ไม่เหมือนการลงทุนด้านอื่น เพราะต้องลงทุนเพิ่มในการขุดเจาะอยู่เสมอ ยิ่งแหล่งน้ำมันในบ้านเราเป็นแหล่งเล็กๆ ยิ่งต้องลงทุนต่อเนื่อง คงไม่มีใครเสี่ยงทำถ้าไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนว่าจะเอายังไง จึงอยากให้คสช.เร่งดำเนินการ เร่งพิจารณาตัดสินใจต่อสัญญาสัมปทานแปลงปิโตรเลียมให้กับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและได้ลงทุนไปแล้วจำนวนมาก เพื่อให้เห็นทิศทางและพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ"

อย่างไรก็ตาม เรื่องผลประโยชน์ของประเทศนั้น ถ้ายังเชื่อว่า ระบบ Thailand3 ให้ผลประโยชน์แก่ประเทศชาติน้อย คสช.ก็สั่งการให้แก้ไข ให้มีการเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นค่าภาคหลวง,ภาษีเงินได้,หรือแม้แต่ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ไปในอัตราที่เหมาะสม คงไม่มีบริษัทผู้รับสัมปทานรายเดิมปฏิเสธ เพราะทุกรายก็พูดอยู่เสมอว่ายินดีทำเพื่อชาติ นี่เป็นเวลาพิสูจน์ความจริงใจของบริษัทในธุรกิจปิโตรเลียมเช่นกันและที่สำคัญหากคสช.ตัดสินใจเรื่องดังกล่าว คงไม่ถูกข้อครหาว่า มีนักการเมืองเข้าแทรกแซงผลประโยชน์เหมือนที่กลุ่มเอ็นจีโอยกมาอ้างเป็นผลเหตุในการเคลื่อนไหวต่อต้านเรื่องพลังงานมาโดยตลอด