วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผวาแรงงาน'ขาด'ธุรกิจป่วน

สอท.ห่วงแรงงานถูกก.ม.ไม่เข้าใจไหลกลับ-โฆษกคสช.ยันไม่ได้ขับไล่-ทำร้ายต่างด้าว ผู้ว่าฯบันทายมีชัยกัมพูชา เผยมีแรงงาน 142,000 คน แห่กลับ

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.) จำนวน 25 คน โดยมีพล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาปกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน และมีนายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธานกรรมการ โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวทั้งระบบต่อ คสช.ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีข่าวแพร่สะพัดว่า คสช.มีนโยบายกวาดจับแรงงานต่างด้าว ทำให้ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง

คสช.ยันไม่มีขับไล่-ทำร้ายแรงงานต่างด้าว

วานนี้ (16มิ.ย.) พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษกคสช. และนายธนิต นุ่มน้อย รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีการเดินทางกลับภูมิลำเนาของแรงงานต่างด้าวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จำนวนมากว่า ขณะนี้มีแรงงาน 3 สัญชาติที่เข้ามาทำงานอยู่ในไทยถูกต้องกว่า 2.2 ล้านคน แต่เนื่องจากมีข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดให้แรงงานที่ทำงานครบ 4 ปี ต้องเดินทางกลับประเทศ จึงทำให้แรงงานจำนวนมากชักชวนคนใกล้ชิดเดินทางกลับด้วย เพราะเป็นช่วงฤดูฝน เหมาะสำหรับทำการเกษตรกรรม จึงมีแรงงานเดินทางกลับเป็นจำนวนมากทั้งที่สถานการณ์ยังเป็นปกติ

ส่วนกระแสข่าวมีบุคคลแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ขับไล่ และใช้อาวุธทำร้ายแรงงานต่างด้าว ยืนยันไม่เป็นความจริง เพราะไม่มีรายงานมายังคสช. แต่ได้ให้หน่วยทหารในพื้นที่ตรวจสอบแล้ว คาดว่าเป็นการบิดเบือนข้อมูลของกลุ่มต่อต้าน คสช.มากกว่า

ส่วนกระแสข่าวที่กัมพูชาจะให้แรงงานเดินทางกลับประเทศ เรื่องนี้ก็ไม่เป็นความจริง จากการตรวจสอบไม่พบข้อมูลดังกล่าว

สอท.แจงกระทบสั้นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาอพยพกลับประเทศว่า ส.อ.ท.ประเมินว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นๆ ไม่น่าจะเกิน 1 เดือน เพราะมั่นใจว่า คสช.จะเร่งประชาสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยไว้นานจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยระยะสั้นมองว่าภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมโรงโม่ และกลุ่มประมงบางส่วน แต่ด้านภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังเป็นแรงงานไทย

"ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดของทางกลุ่มแรงงาน ที่มีข่าวว่าจะมีการกวาดล้างแรงงานมากกว่า ที่จริงแล้วเป็นการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องถูกกฎหมายมากกว่า ยอมรับเป็นเรื่องลำบากเพราะปัจจุบันแรงงานแรงงานในไทยก็ขาดแคลนอยู่ ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาเข้าไปอีก ในอนาคตภาคธุรกิจคงมีแนวโน้มว่าจะต้องอาศัยเทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน"

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานงานแรงงาน ส.อ.ท. กล่าวว่าช่วงนี้ภาคอุตสาหกรรมคงจะได้รับผลกระทบไม่มาก จากการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานกัมพูชา แต่คสช.รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อาจจะส่งผลให้สถานการณ์ลุกลามไปยังแรงงานลาวและพม่าที่เป็นแรงงานขนาดใหญ่ได้

โดยแรงงานกัมพูชาในไทยมีอยู่ประมาณ 460,000 คน มีทั้งเข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาเดินทางออกนอกประเทศไปแล้วประมาณ 80,000 คน เป็นกลุ่มที่เข้ามาทำงานไม่ถูกต้องแต่ขอยื่นบัญชีเพื่อขอใบรับรองจากประเทศต้นทางเอาไว้ เมื่อมีข่าวเกิดขึ้นทำให้ดึงแรงงานที่ถูกกฎหมายออกไปด้วย

สอท.ห่วงความไม่เข้าใจกระทบอุตสาหกรรม

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสอท. กล่าวว่าการที่คสช.มีนโยบายเพิ่มความเข้มงวดกับแรงงานต่างด้าว จนเกิดกระแสข่าวรุนแรง ทำให้แรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายออกจากไทยหลายแสนคนนั้น ขณะนี้ ส.อ.ท.อยู่ระหว่างการประเมินข้อมูลถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ในเบื้องต้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจะอยู่ในภาคธุรกิจที่ใช้แรงงานกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่มองว่าจะกระทบไม่มาก เพราะปีนี้อุตสาหกรรมก่อสร้างอยู่ในขาลง 2.อุตสาหกรรมประมงในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จ.ระยอง จันทบุรี และตราด กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรง 3.ธุรกิจการเกษตร เช่น การทำสวนยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก และ 4.ในธุรกิจร้านอาหารต่างๆ

เผยแรงงานผิดก.ม.ในไทยกว่า1ล้านคน

นายวัลลภ กล่าวว่าปัจจุบันนี้มีแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายในไทยประมาณ 2.2 ล้านคน และมีแรงงานที่ผิดกฎหมายมากกว่า 1 ล้านคน ในจำนวนกว่า 1 ล้านคน ที่เข้ามาทำงานผิดกฎหมาย โดย 80% เป็นแรงงานจากพม่า กัมพูชา 15% และลาวอีก 5% ซึ่งแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยจำนวนมาก เป็นการเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ และค่านายหน้าในกัมพูชาสูง ทำให้มีการลักลอบเข้ามาทำงานในไทย

ดังนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ภาครัฐเข้ามาเข้มงวดแรงงานต่างด้าว ดึงแรงงานที่ผิดกฎหมายมาเข้าระบบให้ถูกต้อง เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคง ปัญหาสังคม และการค้ามนุษย์ แต่ภาครัฐต้องแก้ข่าวลือให้ได้ โดยเร่งประชาสัมพันธ์ไปยังกัมพูชา ส่วนในไทยก็ต้องแจ้งให้ทราบว่า เป็นนโยบายการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวทุกชาติอย่างเสมอภาค ไม่ได้เจาะจงเพียงกัมพูชา

ทั้งนี้ในภาคการผลิตของไทยหากเป็นโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกส่วนใหญ่จะใช้แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย เพราะประเทศผู้ซื้อต่างให้ความสำคัญเรื่องของมาตรฐานแรงงาน ดังนั้นผู้ประกอบการทุกรายต้องปฏิบัติตาม ส่วนโรงงานที่เน้นตลาดภายในประเทศ อาจจะมีบางส่วนที่ใช้แรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย

เชื่อตั้งเขตศก.ชายแดนแก้ปัญหาได้

ส่วนนโยบายการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนนี้ อาจช่วยลดปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศได้ แต่จะดึงดูดให้นักลงทุนเข้าไปตั้งฐานการผลิตในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้มากเท่าไหร่ ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาถึงต้นทุนโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้า รวมทั้งต้องดูต้นทุนค่าแรงงานด้วย เพราะถ้าต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำของไทยก็อาจจะดึงดูดนักลงทุนไม่มาก การเข้าไปตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านจะมีต้นทุนต่ำกว่า

“ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ต้องการใช้แรงงานต่างด้าว เพราะแรงงานเหล่านี้ต้องต่ออายุทุกๆ 2 ปี ทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอยู่ตลอดเวลา สูญเสียเงินในการฝึกทักษะ รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างจริงจัง เพราะไทยไม่สามารถพึ่งพาแรงงานต่างด้าวได้ในระยะยาว จากการประเมินหากเพื่อนบ้านพัฒนาประเทศจนมีค่าแรงเพิ่มขึ้นในระดับ 60% ของค่าแรงขั้นต่ำของไทย แรงงานต่างด้าวก็จะไหลกลับประเทศ ดังนั้นไทยต้องเตรียมพร้อมการรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต” นายวัลลภ กล่าว

หวั่นแรงงานพม่าวิตกตามแรงงานเขมร

นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน กล่าวว่าปัจจุบันแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยมีประมาณ 3-4 ล้านคน เป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานแบบถูกกฎหมาย 1.7-2 ล้านคน ส่วนที่เหลือ เข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมาย มีทั้งแรงงานจากพม่า กัมพูชา และลาว โดยกลุ่มแรงงานกัมพูชาเข้ามาทำอาชีพประมง ก่อสร้าง และอยู่ในภาคเกษตรมากที่สุด จากปัญหาที่เกิดขึ้นคงเป็นผลกระทบระยะสั้นๆ ไม่น่าจะเกิน 3 เดือน เชื่อว่าเมื่อหมดฤดูเพาะปลูก แรงงานเหล่านี้ก็จะอพยพเข้ามาทำงานในไทยเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ที่น่ากังวลคือหากไม่เร่งแก้ข่าวการกวาดล้างแรงงานต่างด้าว อาจจะทำให้แรงงานพม่า ที่เป็นแรงงานหลักของไทยเกิดความวิตกด้วย จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ใช้แรงงานต่างด้าว

"จังหวะนี้ คสช.ต้องเร่งสางปัญหาแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนแรงงานให้ชัดเจนแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ทำให้รู้จำนวนแรงงานที่แท้จริงและแก้ปัญหาค่าหัวคิวได้"

นายวิสิฐษ์ โมไนยพงศ์ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างได้รับผลกระทบจากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ แม้ขณะนี้โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะชะลอตัว แต่ก็ยังมีโครงการเก่า ที่ผู้ประกอบการ ต้องเร่งดำเนินการ จึงต้องหาแรงงานจากส่วนอื่นๆมาทดแทนแรงงานกัมพูชา ขณะนี้สมาคมฯอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลผลกระทบจากสมาชิก

แรงงานกัมพูชา142,000 คนกลับประเทศ

นายกอร์ สัม โสเริต ผู้ว่าราชการจังหวัดบันทายมีชัยของกัมพูชา กล่าวว่าชาวกัมพูชา 142,000 คน ได้ละทิ้งการงานในไทย และเดินทางกลับประเทศนับถึงวันจันทร์ (16 มิ.ย.) เพราะวิตกเกี่ยวกับการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย

เฉพาะที่ด่านปอยเปต มีคนงานกว่า 2,000 คน เดินทางไปถึงเมื่อเช้าวานนี้ และรอรถของรัฐบาลมารับกลับบ้าน โดยทางหลวงจากเมืองปอยเปตเต็มไปด้วยรถบรรทุกของทหารที่ลำเลียงทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก กลับไปยังบ้านเกิด

นางเสง โผน คนงานก่อสร้างวัย 28 ปีซึ่งเข้ามาในไทยประมาณ 2 เดือน กลับไปยังจังหวัดพระตะบอง พร้อมกล่าวว่าตัดสินใจเดินทางกลับเพราะกลัวถูกจับ และหากกหางานทำได้ในบ้านเกิดก็จะไม่กลับประเทศไทย

ด้านซีเอ็นเอ็นได้สัมภาษณ์นายโบ ซิน คนงานก่อสร้างชาวกัมพูชา ที่เล่าว่ามีคนบอกเขาว่าทหารไทยจะจับพวกเขาแล้วก็จะมีการยิง ซึ่งเมื่อถามว่าได้ข้อมูลนี้มาจากไหน นายโบตอบว่าอาจเป็นข่าวลือที่คนพูดต่อๆ กันมา ซึ่งก็ไม่ชัดเจนว่าการพูดเรื่องนี้มีต้นตอมาจากไหน

ส่วนนายบัน ซือ คนทำงานอาหารซึ่งทำงานกับร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ บอกว่ากลัวมากและมารดาของเขาก็โทรศัพท์มาเรียกให้กลับบ้าน

องค์การโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศประเมินว่ามีชาวกัมพูชา 150,000 คนที่ไม่มีเอกสารอย่างเหมาะสม อยู่ในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ทำงานภาคก่อสร้างและเกษตร

ขณะที่เว็บไซต์อิระวดีรายงานว่าดูเหมือนชาวพม่าไม่ได้เดินทางออกจากไทยในจำนวนมากเหมือนกัมพูชา โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองเมียววดีกล่าวว่าไม่มีสัญญาณว่ามีคนงานพม่าจำนวนมากข้ามแดนกลับเข้าไปในประเทศ