วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประสาร'ชี้เชื่อมั่นฟื้นตัว ปีนี้ศก.โตจำกัด-ปีหน้าสดใส

"ประสาร" ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ ชี้ความเชื่อมั่นฟื้นตัว ปีนี้เศรษฐกิจโตจำกัด ปีหน้าสดใส

"ประสาร"ชี้ความเชื่อมั่นเริ่มฟื้น คาดเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้อง แต่ขยายตัวไม่มาก เนื่องจากส่งออกต่ำกว่าคาดการณ์ ประเมินปีหน้าสดใส "หากไม่เกิดอุบัติเหตุ" ด้านเอดีบีห่วงหนี้ครัวเรือนยังกดดันการบริโภค เล็งปรับจีดีพี ในเดือนต.ค. ขณะนักวิเคราะห์แนะใช้ค่าเงินอ่อนกระตุ้น คาดค่าเงินบาทสิ้นปีแตะ 33.50

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในเดือนเม.ย.-พ.ค. ที่ผ่านมา เริ่มทรงตัว และไม่ลดลงเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งมีสัญญาณว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

"เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ แม้จะเริ่มเดินเครื่องปีนี้ได้บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก เพราะยังมีข้อจำกัดโดยเฉพาะเครื่องยนต์ด้านการบริโภคยังไม่สามารถเดินเครื่องไม่เต็มที่นัก เนื่องจากยังมีหนี้ที่อยู่ในระดับสูงกดดันกำลังซื้อให้ไม่ปรับตัวสูงมากนัก"

อย่างไรก็ตาม นายประสารกล่าวว่าภาคส่งออก ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญนั้น ยังไม่สามารถขยายตัวได้อย่างที่คาดหวังจากเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าที่อ่อนแรง ทำให้คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2557 ยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก แต่จะไม่ปรับตัวลดลงอย่างที่เคยกังวล

"ผลที่เกิดขึ้นจะส่งผลชัดเจนในปี 2558 ซึ่งจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับสูงปีหน้า หากไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอีก"

สำหรับในไตรมาสแรก ยอมรับว่าเศรษฐกิจหดตัวกว่าที่คาดไว้ แต่เมื่อเครื่องมือต่างๆ เริ่มทำงานทั้งการอุปโภคบริโภคและภาคการคลังทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมา และไม่ไหลลงไปอย่างที่กังวลแล้ว จากการบริโภคยังติดปัญหาหนี้เก่าที่อยู่ในระดับสูงกดดันกำลังซื้อให้ไม่ปรับตัวสูงมากนัก

ส่วนภาคการคลังที่มีความกังวลในช่วงก่อนหน้านี้ จากที่ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารจัดการประเทศ มาถึงขณะนี้ น่าจะเดินเครื่องได้ และมีการวางงบประมาณปี 2558 ได้เร็วกว่าที่กำหนด โดยเม็ดเงินจะมีผลต่อจีดีพีในปีหน้า

"ทั้งนี้การส่งออกจะไม่สามารถเป็นดาราเอกอย่างที่คาดหวังไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างอ่อนๆ"

ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำ

นายประสาร กล่าวอีกว่า การดำเนินนโยบายการเงินขณะนี้ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อยู่ โดยดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2% ในปัจจุบัน ถือเป็นระดับต่ำ การบริหารสภาพคล่องยังมีอยู่มาก อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพมาก โดยเงินบาทปรับตัวขึ้นลง 4% ในช่วงที่ผ่านมาสอดคล้องกับค่าเงินภูมิภาค ส่วนสถาบันการเงินยังมีความแข็งแรงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่และไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและเติบโตได้ต่อเนื่อง

ดอกเบี้ยนโยบายไม่เป็นปัญหา เงินทุนที่ไหลออกเริ่มนิ่งและกลับมาเป็นบวกในตลาดหุ้น โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาต่างชาติซื้อสุทธิ แต่ต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ

ผู้ว่าการแบงก์ชาติกล่าวอีกว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการเข้ามาของคณะคสช. มีตัวชี้วัดทางการเงินสะท้อนว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยังดีอยู่ อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพแม้จะอ่อนค่าลงในระยะแรก แต่ไม่นานก็เข้าสู่ระดับปกติ ดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวก็มีเสถียรภาพ ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตก็ยืนยันความเชื่อมั่นได้อยู่

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในระยะกลาง จำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาจุดอ่อนของประเทศ และนำไปสู่ความเข้มแข็งและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันที่สูงขึ้น

แนะแผนศก.ควรเน้นประโยชน์ส่วนรวม

ส่วนโรดแมพเศรษฐกิจของ คสช. ในขณะนี้ ยังเป็นเพียงข้อเสนอของหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมาไทยมีแผนเศรษฐกิจที่เขียนไว้มากมาย แต่ไม่ได้นำมาปฏิบัติ แต่หัวใจของการเรียกความเชื่อมั่น คือ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีเหตุผล และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม เช่น ไม่ดำเนินนโยบายจำนำข้าวในราคาสูงกว่าราคาตลาด หรือซื้อรถแล้วได้เงินภาษีคืน แต่ควรปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

ก่อนหน้านี้ หัวหน้าคณะ คสช. โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงแผนงานในโรดแมพจะมีกำหนดระยะเวลาราว 15 เดือน ซึ่งแบ่งงานออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก จะดำเนินการเพื่อให้เกิดความมั่นคงกับประเทศโดยจะใช้เวลา 3 เดือน หลังจากในระยะที่ 2 จะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีชั่วคราวเข้ามาบริหารประเทศ

พร้อมทั้งการจัดตั้งสภานิติบัญญัติเพื่อกลั่นกรองกฎหมายที่ค้างในสภา โดยจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่นำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคู่กับสภาปรองดองเพื่อลดความขัดแย้ง จนกว่าจะเกิดความเข้าใจและนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 12 เดือน

นายประสาร ยังกล่าวถึงนโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ว่า จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยในต่างประเทศประกอบด้วย ซึ่งในขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก ในส่วนของไทยมีโจทย์เก่าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งการจัดการปัญหาดังกล่าวต้องเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมดำเนินการ

เอดีบีคาดปรับศก.ไทยเดือนต.ค.

ด้านนางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารพัฒนาเอเชีย กล่าวว่า ธนาคารจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้งในเดือนตุลาคม โดยตัวเลขล่าสุดที่ธนาคารได้ทำการประมาณการไว้คือ 2.9% เมื่อเดือนมี.ค. แม้ว่าขณะนี้ทิศทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น

หลังจากที่ คสช. เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการคืนเงินชาวนา และการให้ความสำคัญกับภาคต่างประเทศ รวมถึงการผลักดันงบประมาณปี 2558 ช่วยหนุนความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพ.ค. ปรับตัวเป็นบวกถือเป็นสัญญาณที่ดี ทำให้มีความชัดเจนว่าครึ่งปีหลังจะโตได้มากกว่าครึ่งปีแรก

"ผลจากจีดีพีในไตรมาสแรกต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ทำให้การปรับประมาณการใหม่ครั้งนี้ ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นเชิงบวกหรือทรงตัว"

ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินควบคู่กับนโยบายการคลังเป็นความจำเป็น โดยเฉพาะภาคการคลังที่จะต้องเป็นการดำเนินนโยบายเพื่อผลระยะยาวมากกว่าระยะสั้น และลงทุนภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งการจัดเก็บรายได้มากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงภาคการคลังในอนาคต

"แม้จะมีความมั่นใจกลับมา แต่เรามีสมมติฐานว่าหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทำให้การบริโภคคงเติบโตไม่มากนัก ส่วนการลงทุนต้องขึ้นกับโครงการภาครัฐ หากเกิดขึ้นได้ จะหนุนให้การลงทุนภาคเอกชนตามมา โดยความท้าทายมีอยู่ 2 เรื่องคือการกระตุ้นการบริโภคที่ไม่ควรเป็นการกระตุ้นระยะสั้นแล้ว แต่ทำอย่างไรที่จะเป็นการกระตุ้นระยะยาว และการส่งออกที่แม้จะมีแนวโน้มที่ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังช้ากว่าที่คิดไว้ และอาจต้องทบทวนเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยด้วยว่าควรปรับตัวหรือไม่"

คาดกนง.คงดอกเบี้ยตลอดปีนี้

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ความมีเสถียรภาพด้านการเมืองที่ปรับเพิ่มขึ้นหลังจากการทำรัฐประหารในช่วงปลายเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้บริโภคและนักลงทุนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งยังได้คงอันดับเครดิตของไทยเช่นเดิม และให้แนวโน้มมีเสถียรภาพ ลดความกังวลของนักลงทุนต่างชาติลง

นอกจากนี้หลังจากที่รัฐบาลกลับมามีอำนาจในการใช้จ่ายอีกครั้ง ทำให้เห็นมาตรการหลายอย่างออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมาตรการระยะสั้นสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ค่อนข้างดี และดูเหมือนว่าจะหยุดการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนความเสี่ยงในการลงมือดำเนินนโยบายยังมีอยู่ ซึ่งยังสร้างความไม่แน่นอนในเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ความท้าทายของประเทศที่แท้จริง อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ประเทศสำคัญกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกเครื่องกฎกติกาต่าง ๆ ไม่ให้เกิดกีฬาสีขึ้นอีก

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงประมาณการทางเศรษฐกิจไว้ที่ระดับ 1.8% ในปีนี้ โดยจะทบทวนตัวเลขดังกล่าวอีกครั้ง หลังจากที่เห็นมาตรการของรัฐที่ออกมามีความชัดเจนมากกว่านี้ กนง.จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.0% ไปจนตลอดทั้งปี 2557 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยในช่วงปลายเดือนพ.ค. ลดความเสี่ยงเรื่องความรุนแรงลง น่าจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่ต่ำและผ่อนคลายต่อไป

ขณะที่ มาตรการทางการคลัง ยังช่วยลดความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยลง และเมื่อการปรับลดดอกเบี้ยมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การที่เงินบาทอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า อาจถือเป็นปัจจัยเชิงบวก เพราะว่าช่วยหนุนความสามารถการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยให้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องเป็นระดับอ่อนค่าที่ไม่สร้างความตกใจให้แก่ตลาด สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ ธนาคารยังคงคาดการณ์ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์