นักวิชาการแนะคสช.หารือกัมพูชา เคลียร์ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนพลังงานทางทะเล ปิดฉากปัญหาผลประโยชน์แอบแฝง
แหล่งข่าวนักวิชาการด้านพลังงาน เปิดเผยว่าขณะนี้ได้เกิดกระแสการปฎิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศจากหลายกลุ่มไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและคาดว่าจะรู้แนวทางการปฎิรูปพลังงานของประเทศอย่างชัดเจนในเร็วๆนี้
"สิ่งที่อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ประธานคสช.เดินหน้าทำเรื่องสำคัญคือการหางแนวทางในการพัฒนาแหล่งสัมปทานบนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่คาราคาซังมานาน"
แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวว่า พื้นที่ทับซ้อนด้านพลังงานทางทะเลไทยกับกัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 26,400 ตารางกิโลเมตรนั้น ไม่สามารถหาข้อยุติได้ในรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา แม้ว่ากระทรวงพลังงานได้พยายามผลักดันให้รัฐบาลไทยเปิดการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อพัฒนาแหล่งพลังงานดังกล่าวร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน แต่หลังจากเกิดข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหาร ทำให้การเจรจาชะงักไป
อีกทั้งที่ผ่านมาถูกมองว่า การเจรจาบนพื้นที่ทับซ้อนมีเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝง ในขณะที่ในส่วนของกัมพูชาเริ่มมีการเปิดสัมปทานขุดเจาะพลังงานและก๊าชที่ล้ำเข้ามาในพื้นที่ซับซ้อนมากกว่า 30 แปลง ซึ่งยังคงมีปัญหาอยู่ โดยฝ่ายไทยเห็นว่าเป็นการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อน
"ที่ผ่านมาการเจรจาผลประโยชน์บนพื่นที่ทับซ้อนถูกนำไปพ่วงกับกรณีความขัดแย้งประสาทพระวิหาร ทำให้การเจรจาหยุดชะงักไปและที่สำคัญถูกโยงว่า มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อคสช.ก้าวขึ้นมา ก็น่าจะใช้โอกาสนี้เปิดเจรจาผ่านที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา(GCB)และคณะกรรมการร่วมJTC ซึ่งเชื่อว่าด้วยเป้าหมายของรัฐบาลเฉพาะกิจคสช.นั้นจะสามารถเจรจาเรื่องดังกล่าว โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่มีกลุ่มการเมืองแอบแฝง และในที่สุดน่าจะเป็นการเจรจาที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งหากเริ่มเจราจาวันนี้ก็คาดว่าจะใช้เวลาร่วม 10 ปีกว่าจะพัฒนาผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนได้ เปรียบเทียบกับการเจรจาบนพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลย์ที่ใช้เวลาเจรจาร่วมถึง 8 ปี"






