กรมการท่องเที่ยว เผยท่องเที่ยวไทยช่วงปลายเดือนพ.ค. ลดลงถึง 30% ขณะที่รายได้ 5 เดือนแรก หายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท
ผยนักท่องเที่ยวรัสเซียเผชิญปัญหาภายในทั้งค่าเงิน-การเมือง ส่งผลยกเลิกเดินทางเข้าไทย เอเย่นต์จีน เชื่อว่านักท่องเที่ยวยังมีความต้องการเข้าไทย เตรียมปรับแผนดึงลูกค้าบินตรงแหล่งท่องเที่ยว
หลังจากที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาแก้ปัญหาและคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อเชิงจิตวิทยา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในไทยลดลง
กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถิติตั้งแต่วันที่ 1-22 พ.ค. 2557 จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าผ่านด่านสุวรรณภูมิและดอนเมือง ลดลง 15% แต่ช่วงวันที่ 23-31 พ.ค. ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงราว 30% ขณะที่สถิติตลอดเดือนพ.ค. มีจำนวน 1.736 ล้านคน ลดลง 10.66% หรือประมาณ 1.2 แสนคน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศ มีทั้งสิ้น 75,993.99 ล้านบาท ลดลง 8.24% หรือลดลง 800 ล้านบาท
5 เดือนนักท่องเที่ยวต่างชาติลด 6.5 แสนคน
ส่วนสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ค. อยู่ที่ 10.35 ล้านคน ลดลง 652,339 คน หรือคิดเป็น 5.93% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้เหลือ 499,566.48 ล้านบาท ลดลง 19,534.97 หรือลดลง 3.91% โดยขณะนี้มี 67 ประเทศที่ประกาศเตือนพลเมืองให้เดินทางมาไทย แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ห้ามเดินทางมาไทยเลยมี 1 ประเทศ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่อีก 20 ประเทศ แนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือเลื่อนการเดินทางที่ไม่จำเป็นมาไทย และอีก 46 ประเทศเพียงแค่แจ้งเตือนสถานการณ์ให้ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงเข้าไปยังพื้นที่ชุมนุม
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จะใช้โอกาสที่พบกับสื่อต่างประเทศ ในงานไทยแลนด์ ทราเวล มาร์ท (ทีทีเอ็ม) วันนี้ (5 มิ.ย.) เพื่อชี้แจงว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยยังปกติ และขอให้มั่นใจว่าการเดินทางมาไทยมีปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังใช้ช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค อย่าง ยูทูบ ซึ่งมีบทสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ ที่มาเที่ยวเมืองไทยช่วงเวลานี้ว่า ยังท่องเที่ยวได้เหมือนเดิม หากต้องการเที่ยวในช่วงกลางคืนก็สามารถทำได้แล้วใน 3 พื้นที่ คือ พัทยา ภูเก็ต สมุย ขณะเดียวกัน ก็จะเสนอต่อ คสช. ให้พิจารณาขยายพื้นที่ยกเลิกเคอร์ฟิวเพิ่มในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ได้แก่ พังงา กระบี่ หาดใหญ่
ผู้ซื้อ ตปท.18 ราย ยกเลิกร่วมงาน ทีทีเอ็ม
แหล่งข่าวจาก ททท. รายงานว่า ในการจัดงานทีทีเอ็มปีนี้ มีผู้ซื้อต่างประเทศที่ลงทะเบียนร่วม 300 ราย แต่ขณะนี้ได้มีผู้ยกเลิกเข้าร่วมงานแล้ว 18 ราย โดยเฉพาะจากตลาดอเมริกาที่ยกเลิกไป 20% จากที่เคยยืนยันมาช่วงก่อนหน้านี้
นายนรินทร์ ทิจะยัง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานมอสโก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ตลาดรัสเซียตั้งแต่เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ติดลบต่อเนื่อง นอกจากปัญหาการเมืองในไทยเป็นสาเหตุแล้ว ยังมาจากผลกระทบจากประเทศรัสเซียเอง คือสภาพอากาศปีนี้ที่อากาศอบอุ่นมาเร็วกว่าปีก่อน ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง และปัญหาการคว่ำบาตรระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินรัสเซียอ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาแพ็คเกจทัวร์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 30,000 บาทเป็น 40,000 บาท หรือเพิ่มกว่า 30%
ตลาดใหญ่รัสเซียเดือนพ.ค. ลด 6.08%
ทั้งนี้ ตลาดรัสเซียเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา มีทั้งสิ้น 8.2 หมื่นคน ลดลง 6.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการลดลงต่อเนื่องจากเดือนเม.ย. ที่ลดไปกว่า 14.14% โดย ททท.อยู่ระหว่างรองบประมาณที่ขออนุมัติจาก คสช.ในการกระตุ้นตลาดเพื่อรักษาเป้าหมายปีนี้ให้ได้ 1.75 ล้านคนเท่ากับปีก่อน ทั้งนี้ได้เตรียมแผนร่วมมือกับ 5 ทัวร์โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ของประเทศ รวมทั้งกลุ่มทราเวลเน็ตเวิร์ค ประกอบด้วย บริษัททัวร์รายย่อยกว่า 6-7 พันบริษัททั่วรัสเซีย ในการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นพิเศษร่วมกัน คาดว่าตลาดจะเริ่มฟื้นตัวได้ตั้งแต่เดือนก.ค.นี้ เป็นต้นไป
นายสรรเพชร ศุภบวรเสถียร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ภาคตะวันออก กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมในพัทยาได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวรัสเซียพอสมควร ที่ผ่านมาถือเป็นตลาดหลักมีสัดส่วนกว่า 50% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยผลกระทบใหญ่ตกอยู่ที่โรงแรมระดับ 4-5 ดาว ลูกค้ารัสเซียลดลง 70% ประกอบกับก่อนหน้านี้มีการประกาศเคอร์ฟิว
นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันของที่พักที่ไม่ได้จดทะเบียนธุรกิจโรงแรมอย่างถูกต้องเข้ามามีชิงส่วนแบ่งตลาดไปสูงมาก โดยเฉพาะอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียม ซึ่งบริษัทนำเที่ยว หันไปใช้บริการแทนเพื่อลดต้นทุนของตัวเอง ปัจจุบันพัทยามีโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้อง 290 แห่ง แต่ที่ลงโฆษณาประกาศขายผ่านออนไลน์ ทราเวล เอเย่นต์ (โอทีเอ) กลับมีสูงมากกว่า 1 พันราย
นักท่องเที่ยวจีนลดลงต่อเนื่อง
ด้านตลาดจีน ช่วงเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ยังคงลดลงถึง 24.86% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเหลือราว 2.88 แสนคน และเป็นการติดลบเพิ่มเติมจากเดือนเม.ย.ที่เคยลดลงไปแล้ว 21.79%
นายเฉิน หลิง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาคพื้นและธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทเซี่ยงไฮ้ ซีทริป อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล เซอร์วิส จำกัด ยอมรับว่า ผลจากการรับข่าวสารในไทย ส่งผลให้เกิดการยกเลิกเดินทางของกรุ๊ปทัวร์ราว 10% แต่คงเป็นผลกระทบระยะสั้น เพราะปัจจุบันตลาดจีนยังมีความต้องการมาไทย และเลือกให้เป็นจุดหมายที่นิยมอันดับแรกในเอเชีย แต่ยังกังวลกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะภาพทหารปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวจีนไม่คุ้นเคย
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกคือรัฐบาลจีนไม่ได้ห้ามการเดินทางมาไทย จึงมองว่ายังมีโอกาสที่เข้าร่วมงานทีทีเอ็มครั้งนี้ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนอยู่ 30-50% ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองในไทย กลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มสูงขึ้นตามพฤติกรรมท่องเที่ยวชาวจีนที่เริ่มปรับเปลี่ยนไป ดังนั้น ซีทริป ยังตั้งเป้าว่าปีนี้จะเพิ่มสัดส่วน FIT จีนมาไทยให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20-30% คาดว่าตลาดจะฟื้นกลับมาอยู่ในภาวะปกติตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค.นี้ เป็นต้นไป
ดึงนักท่องเที่ยวจีนบินตรงเข้าพื้นที่
ด้านนายจาง ยี่ ผู้จัดการแผนกประเทศไทยและเอเชียใต้ บริษัทสปริงทัวร์ จากประเทศจีน กล่าวว่า นอกเหนือจากการเมืองของไทยแล้ว ตั้งแต่จีนประกาศกฎหมายท่องเที่ยวฉบับใหม่ของจีนเมื่อ 1 ต.ค. 2556 ซึ่งเน้นการควบคุมคุณภาพและราคาทัวร์ ก็เป็นผลทำให้กรุ๊ปทัวร์ลดลงไปเช่นกัน ขณะนี้ได้ปรับกลยุทธ์การเดินทางใหม่ โดยให้นักท่องเที่ยวบินตรงไปยังต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต ทันที ขณะนี้เตรียมขยายกรุ๊ปทัวร์ไปที่ กระบี่ ในรูปแบบชาร์เตอร์ไฟลต์มากขึ้นด้วย เพื่อช่วยรองรับความหนาแน่นจากภูเก็ตอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้คาดว่าเดือนต.ค. ซึ่งเป็นเทศกาลวันชาติจีน จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าให้ฟื้นกลับมาไม่ต่ำกว่า 80%
ขณะที่ ตลาดอินเดีย เดือนพ.ค. ลดลง 16.28% นั้น นายซาชิน แบนซัล ผู้อำนวยการบริษัท เอบีเอส ฮอลิเดย์ส จากอินเดีย ยอมรับว่า มีลูกค้าที่ยกเลิกการเดินทางไปบ้าง แต่ปัญหาการเมืองไทยไม่ได้มีผลต่อตลาดอินเดียมากนัก เมื่อมีการยกเลิกเคอร์ฟิวใน 3 พื้นที่ คาดว่าจะยิ่งเป็นผลดี ทำให้ทำตลาดขายทัวร์มาไทยได้มากขึ้น







