พรุ่งนี้ศาลนัดไต่สวนกรณี BEC ฟ้อง กสทช.
ลุ้นช่อง 3 (อนาล็อก) จะยังออกผ่านเพย์ทีวีได้หรือไม่
วันพรุ่งนี้ (6 มิ.ย.) การนัดไต่สวนเพิ่มเติมตามที่ BEC ยื่นฟ้อง (และขอคุ้มครองชั่วคราว) ต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ให้เพิกถอนมติของ กสทช. ที่ระบุให้ช่องฟรีทีวีอนาล็อก (3 5 7 9 NBT TPBS) สิ้นสุดการเป็นผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป (Must Carry) ซึ่งจะส่งผลช่อง 3 (อนาล็อก) ไม่สามารถออกอากาศบนแพล็ทฟอร์มเพย์ทีวีได้ (หากไม่ลดเวลาโฆษณาลงเหลือไม่เกิน 6 นาทีต่อชั่วโมง) ส่งผลกระทบกับฐานผู้ชมราว 3 - 4 ล้านครัวเรือน (True Vision 2 ล้านครัวเรือน CTH และเคเบิลท้องถิ่นรวม 2 ล้านครัวเรือน) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14 – 18% จาก 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งยังไม่รวมถึงแพล็ทฟอร์ม PSI ที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นระบบเพย์ทีวีที่มีสมาชิกกว่า 8 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 36% ของครัวเรือนทั่วประเทศ
ทางแก้ (ถ้าแพ้คดี) จะทำให้ BEC มีต้นทุนเพิ่มตั้งแต่ 450 ล้านบาทขึ้นไป
ถ้าศาลพิจารณาไม่คุ้มครองชั่วคราวจะทำให้ช่อง 3 (อนาล็อก) ต้องหยุดออกอากาศผ่านทางเพย์ทีวี ซึ่งเราประเมินว่า BEC จะมี 3 ทางเลือกในการแก้ปัญหา คือ (1) ร่วมมือกับเจ้าของแพล็ทฟอร์มเพย์ทีวีในการลงทุนอุปกรณ์ให้ลูกค้าเพื่อให้สามารถรับชมช่อง 3 ผ่านระบบภาคพื้นดิน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวม 900 – 1,200 ล้านบาท (เทียบจากราคาเสาหนวดกุ้ง 300 บาท สำหรับสมาชิกเพย์ทีวี 3 - 4 ล้านครัวเรือน) ซึ่งอาจแบ่งจ่ายกันคนละครึ่ง (2) นำช่อง 3 (อนาล็อก) ออกอากาศคู่ขนานบนแพล็ทฟอร์มทีวีดิจิทัล กรณีนี้จะทำให้ BEC มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 600 ล้านบาทต่อปี (ค่าธรรมเนียมและเงินส่งเข้ากองทุนฯ 4% ของรายได้ช่อง 3 ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี) และช่องทางการหารายได้ลดลง 1 ช่องทางจากที่มีช่องฟรีทีวีรวม 4 ช่อง (1 ช่องอนาล็อก และ 3 ช่องดิจิทัล) และ (3) ปล่อยให้กลุ่มลูกค้าบนแพล็ทฟอร์มเพย์ทีวีรับชมไม่ได้ แต่ต้องไปเจรจากับผู้ซื้อสื่อโฆษณาช่อง 3 (อนาล็อก) เพื่อชดเชยกรณีที่ฐานผู้ชมลดลง ทั้งนี้ หากเทียบกับสัดส่วนรายได้ช่อง 3 ฐานผู้ชมที่ลดลง 14 – 18% จะคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.1 – 2.7 พันล้านบาทต่อปี
มองเป็นความไม่แน่นอนที่เป็นปัจจัยลบต่อ BEC
เราประเมินว่าทางเลือกที่ (2) มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น และ BEC ยังมีโอกาสเจรจากับ กสทช. เพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียมและเงินส่งเข้ากองทุนฯ อีกทั้งยังเป็นการต่ออายุการให้บริการช่อง 3 (อนาล็อกเดิม) ที่จะสิ้นสุดสัมปทานในปี 2563 โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ เรายังไม่รวมสมมติฐานข้างต้นเข้าในประมาณการเนื่องจากต้องรอคำตัดสินของศาลและแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนจากผู้บริหาร เรามองประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยลบกดดันราคาหุ้น BEC ประกอบกับเรายังคงกังวลกับภาระต้นทุนจากการลงทุนทีวีดิจิทัลถึง 3 ช่องที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง เราจึงยังคงคำแนะนำ “ขาย” และประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 45.40 บาท (วิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ที่ 20 เท่า)
Investment Case
BEC ดำเนินธุรกิจหลัก คือ การบริหารการออกอากาศโทรทัศน์สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และการผลิตและจัดหารายการโทรทัศน์เพื่อแพร่ภาพทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ นอกจากนี บริษัทยังลงทุนในธุรกิจอื่นประกอบด้วย ธุรกิจจัดหา-ผลิตรายการแสดงโชว์/คอนเสิร์ต และการจัดกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ เป็นต้น และล่าสุดบริษัทชนะการประมูลทีวีดิจิทัลจำนวน 3 ช่อง (HD, SD และเด็ก)








