มองหาโอกาสลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ
ประเด็นข่าว
นายวิเชียร อุษณาโชติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะใช้งบลงทุนปีละ 5,000 ล้านบาท นับจากปีนี้ไปจนถึงปี 2563 สำหรับใช้ในการร่วมทุน ซื้อกิจการ และแสวงหาการลงทุนใหม่ โดยในปีนี้มีโอกาสที่จะได้เห็นบริษัทเข้าไปร่วมทุนในแหล่งสำรวจและผลิตนํ้ามัน 1 แห่ง ในไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน (ที่มา : นสพ.ข่าวหุ้น)
ผลกระทบและความเห็น
เตรียมลงทุนในธุรกิจ E&P เป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ไม่เป็นประเด็นใหม่สำหรับเรา ซึ่งจากการเข้ารับฟังข้อมูลในการประชุมนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด BCP ยังคงมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากโรงกลั่นที่มีความผันผวนสูง ขณะที่บริษัทยังมีความต้องการที่จะสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ จึงมองหาโอกาสเข้าลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมที่มีผลิตภัณฑ์นํ้ามันดิบที่มีค่ากำมะถันตํ่า เพื่อที่จะผลิตนํ้ามันเตาคุณภาพสูง (LSFO) รองรับความต้องการใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่น
กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในญี่ปุ่น บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าที่ผ่านมาการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นจะให้พลังงานไฟฟ้าที่น้อยกว่าประเทศไทย เนื่องจากค่าความเข้มแสงที่ตํ่ากว่า 20% อีกทั้งต้นทุนค่าที่ดินในประเทศญี่ปุ่นสูงมาก อย่างไรก็ตามการลงทุนยังคงมีความน่าสนใจอยู่ที่การได้รับอัตราค่าไฟที่รัฐบาลญี่ปุ่นส่งเสริม (Feed-in-tariff) ในอัตรา 42 เยนต่อหน่วย (ประมาณ 13 บาท) โดยบริษัทตั้งเป้าหมายเบื้องต้นไว้ที่ 15 – 20 เมกะวัตต์ ต่อ Phase คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 3Q57 โดยปัจจุบัน BCP เป็นผู้ดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในประเทศไทยกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาขายไฟรวม 118 เมกะวัตต์
คำแนะนำและเหตุผล
แนะนำ “ถือ” ระยะสั้นยังมีความเสี่ยงจากกำไรสุทธิ 2Q57 ที่อ่อนแอ แม้ว่าเราจะชอบแผนการลงทุนของ BCP ในระยะยาวโดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีกระแสเงินสดที่สมํ่าเสมอกว่าเมื่อเทียบกับธุรกิจโรงกลั่นที่มีความผันผวนสูง แต่ระยะสั้นการลงทุนใน BCP ยังมีแรงกดดันจากแนวโน้มผลประกอบการ 2Q57 ที่ลดลง QoQ อย่างมีนัยสำคัญ จากแผนหยุดซ่อมหน่วยกลั่นเป็นเวลา 46 วัน ซึ่งจะทำให้กำลังกลั่นลดลงจาก 9.8 หมื่นบาร์เรล เหลือ 5.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน แม้จะมีรายได้จากธุรกิจผลิตไฟฟ้าเพิ่มหลังเดินเครื่องผลิต Phase 3 ครบทุกหน่วย แต่สัดส่วน EBITDA จากธุรกิจผลิตไฟฟ้าคิดเป็น 20% ของที่เราคาดไว้ในปี 2557 เท่านั้น ขณะที่อีก 58% ยังคงมาจากธุรกิจการกลั่น ทำให้เราแนะนำเพียง “ถือ”








