บุณยสิทธิ์ ประธานเครือสหพัฒน์ เชื่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลังขาขึ้น เตรียมเดินหน้าขยายแผนการลงทุนกลุ่มธุรกิจอาหาร บริการ โลจิสติกส์
“บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ เชื่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลังขาขึ้น เตรียมเดินหน้าขยายแผนการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหาร บริการ โลจิสติกส์ ที่ยังลงทุนน้อย เผย คสช. ทีมที่ปรึกษามีความเชี่ยวชาญ วางโรดแมพดี ยอมรับธุรกิจสหพัฒน์ไตรมาสแรกติดลบ แย่กว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง ยังหวังทั้งปียอดขายโต 5% กว่า 2 แสนล้านบาท
สินค้าอุปโภค-บริโภค เป็นสินค้ากลุ่มแรกๆ ที่จะได้รับอานิสงส์ จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ล่าสุดประธานเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ของประเทศ ยอดขายกว่าแสนล้านบาทต่อปี ออกมาฟันธงว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัว หลังการเข้ามาของกองทัพ
ดังนั้นแผนการขับเคลื่อนธุรกิจของเครือสหพัฒน์ในครึ่งปีหลัง นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้ใส่เกียร์ 5 เดินหน้าขยายการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการ (เซอร์วิส) และโลจิสติกส์ ที่ยังลงทุนน้อย รวมทั้งการผนึกทุนญี่ปุ่นในขยายธุรกิจต่อเนื่อง ขณะนี้มีการเจรจาอยู่กว่า 10 ราย และคาดปี 2558 จะเปิดเผยรายละเอียดการลงทุนได้
ทั้งนี้แต่ละปี เครือสหพัฒน์ ซึ่งมีบริษัทในเครือมากกว่า 300 บริษัท จะขยายการลงทุนมากหลักพันล้านบาท เช่น การซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนแทนเครื่องจักรเดิม การลงทุนในธุรกิจสิ่งทอภายใต้บริษัท เอราวัณสิ่งทอ จำกัด เป็นต้น
ส่วนภาพรวมปีนี้ นายบุณยสิทธิ์ บอกว่า สหพัฒน์ไม่มีแผนปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ แต่จะดึงผู้บริหาร ซึ่งเป็นทายาทของสหพัฒน์ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ในเจเนอเรชั่นที่ 4 เข้ามาทำงานมากขึ้น โดยผู้บริหารในเจเนอเรชั่นที่ 3 จะเริ่มถอยไปเป็นที่ปรึกษามากขึ้น และจะไม่ดึงคนนอก หรืออดีตบิ๊กข้าราชการกระทรวงต่างๆ มาร่วมงานเพิ่มเติม
“นโยบายสหพัฒน์ปีนี้ใส่เกียร์ 5 ต้องเร่งลงทุนมากขึ้น จากที่ผ่านมาเราสโลว์การลงทุนไว้ ตอนนี้ก็มาเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ โละของเก่าทิ้ง โดยส่วนใหญ่เน้นการลงทุนในประเทศก่อน ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศทั้งการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพม่า ยังมีปัจจัยที่รัฐบาลพม่าควบคุมการลงทุนต่างชาติอยู่ และบริษัทยังมีการขยายการลงทุนในจีนเพิ่มเติม ด้วยการร่วมทุนในบริษัทไทย วัน มอลล์ จำกัด เพื่อจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และจะเร่งการค้าชายแดนให้มากขึ้น”
หนุนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจคสช.
เขากล่าวต่อว่า หลังจากที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา นับเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากซบเซามานาน
นอกจากนี้ หากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่าในระดับเหมาะสมที่ 33.5-34 บาทต่อดอลลาร์ จะมีส่วนสนับสนุนภาคส่งออก ดันให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ มีโอกาสขยายตัวอยู่ที่ 2-3%
ปัจจุบันการส่งออกสินค้าของเครือสหพัฒน์ มีสัดส่วนไม่ถึง 20% จากเดิมเคยส่งออก 30% เป็นผลมาจากอัตราแลกค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา
นายบุณยสิทธิ์ บอกอีกว่า คสช.มีทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ล้วนเป็นกูรูที่มีความชำนาญด้านเศรษฐกิจจริง คุ้นเคยกับภาคธุรกิจเป็นอย่างดี จึงทำให้มั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ โดยไม่ทำให้ภาคธุรกิจผิดหวัง
แนะเร่งส่งออกข้าวให้เร็วที่สุด
ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่คสช.จะต้องดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การส่งเสริมการส่งออกให้ขยายตัว โดยเฉพาะการเร่งส่งออกข้าวให้เร็วที่สุด เพราะการค้าขายจำเป็นต้องอิงผู้บริโภคฐานรากที่เป็นชาวนาชาวไร่ เมื่อคนกลุ่มนี้มีรายได้ ก็จะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศขยายตัว รวมไปถึงดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้สนับสนุนต่อการค้าขาย
“จากนี้ไปมองว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น ไม่ใช่ค่อยๆ ดี แต่จะติดปีกบิน เป็นเฮลิคอปเตอร์ยกขึ้นเลย จากที่เศรษฐกิจไทยตกเหวมานาน แต่นโยบายเร่งด่วนที่ควรทำคือกระตุ้นส่งออกข้าว คนโบราณบอกว่าการค้าให้ดูชาวนาชาวไร่ เมื่อมีเงินธุรกิจทุกอย่างจะดีหมด ส่วนการที่ชาวนาเรียกร้องให้มีการรับจำนำข้าว 12,000 บาทต่อตัน มองว่าควรจะระบายข้าวเพื่อส่งออกมากกว่า”
ระบุโรดแมพ"คสช."ดี
เขายังกล่าวถึงการวางโรดแมพ ด้านเศรษฐกิจและการเมืองของคสช.ว่า น่าพอใจและมีความนิ่มนวล ถือเป็นโมเดลที่ต่างประเทศที่มีปัญหาคล้ายกับไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้
ทั้งนี้ ต้องการให้ คสช. สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย สิ่งใดที่ผ่านมาแล้วขอให้ผ่านไป และช่วยกันสร้างความสามัคคีกันอย่ามองสีแดง สีเหลืองให้มาก เร่งทำให้ประชาชนดีกัน เพื่อผลักดันให้สถานการณ์ทุกอย่างในเมืองไทยปรับตัวดีขึ้น สร้างโอกาสที่ดีให้กับประเทศ รวมทั้งความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ
“รถถังนี้มาถูกต้อง รวมทั้งโรดแมพของคสช.ก็ใช้ได้ นิ่มนวลมาก และโรดแมพนี้เป็นโมเดลให้กับต่างชาติได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีความวุ่นวายทางการเมืองเหมือนไทย ส่วนความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของญี่ปุ่นตอนนี้ถือว่ายังมีความเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจไทยและพ่อค้าชาวไทยพอสมควร”
สหพัฒน์ใส่เกียร์5-ดึงทายาทร่วมงานเพิ่ม
ส่วนแผนการขับเคลื่อนธุรกิจของเครือสหพัฒน์ในครึ่งปีหลังได้มอบนโยบายให้ใส่เกียร์ 5 เดินหน้าขยายการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการ (เซอร์วิส) และโลจิสติกส์ ที่ยังลงทุนน้อย รวมทั้งการผนึกทุนญี่ปุ่นในขยายธุรกิจต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีการเจรจาอยู่กว่า 10 ราย และคาดว่าปี 2558 จะเปิดเผยรายละเอียดการลงทุนได้
ทั้งนี้แต่ละปีเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีบริษัทในเครือมากกว่า 300 บริษัท จะขยายการลงทุนมากหลักพันล้านบาท เช่น การซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนแทนเครื่องจักรเดิม การลงทุนในธุรกิจสิ่งทอภายใต้บริษัท เอราวัณสิ่งทอ จำกัด เป็นต้น และภาพรวมปีนี้สหพัฒน์ ไม่มีแผนปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ แต่จะดึงผู้บริหารซึ่งเป็นทายาทของสหพัฒน์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ในรุ่นที่ 4 เข้ามาทำงานมากขึ้น โดยผู้บริหารในรุ่นที่ 3 จะเริ่มถอยเป็นที่ปรึกษามากขึ้น และจะไม่ดึงคนนอก หรืออดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงต่างๆ มาร่วมงานเพิ่มเติม
“นโยบายสหพัฒน์ปีนี้ใส่เกียร์ 5 ต้องเร่งลงทุนมากขึ้น จากที่ผ่านมาเราสโลว์การลงทุนไว้ ตอนนี้มาเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ โละของเก่าทิ้ง ส่วนใหญ่เน้นลงทุนในประเทศก่อน ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศ ทั้งการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพม่า ยังมีปัจจัยที่รัฐบาลพม่าควบคุมการลงทุนต่างชาติอยู่ และบริษัทยังขยายการลงทุนในจีนเพิ่มเติม ด้วยการร่วมทุนในบริษัทไทย วัน มอลล์ จำกัด เพื่อจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และจะเร่งการค้าชายแดนให้มากขึ้น”
ไตรมาสแรกยอดขายติดลบหนักกว่าต้มยำกุ้ง
นายบุณยสิทธิ์ ยังกล่าวถึงภาพรวมยอดขายของเครือสหพัฒน์ปีนี้ คาดจะเติบโต 5% หรือมากกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้ ยอดขายหลายบริษัทอยู่ในภาวะติดลบมากกว่า 10% บางบริษัทติดลบ 15% โดยกลุ่มเครื่องสำอางติดลบสูงสุด 20% หนักกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ส่วนธุรกิจที่ยังขยายตัวได้จะเป็นอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค
“ไตรมาสแรกยอดขายติดลบ โดยเฉพาะเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น และสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ส่วนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ติดลบ แต่ก็ไม่มีการเติบโต”
เขายังระบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ เครือสหพัฒน์ต้องกระตุ้นแผนการตลาดอีกมาก โดยจะพยายามส่งเสริมการขายให้เพิ่มขึ้น
ส่วนแนวโน้มกำลังซื้อปีนี้ คาดว่าจะทรงตัว หรืออาจปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย เพราะปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปมาก ผู้บริโภคฐานรากได้รับผลกระทบหนัก ต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยบวกอื่นมาเสริม มีเพียงการจ่ายเงินจำนำข้าวหลักหมื่นล้านบาท ที่เพิ่งไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ส่วนของราคาสินค้า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายการปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะจะทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบ โดยจะเน้นการบริหารจัดการด้านต่างๆ หากมีการปรับราคาสินค้าจะทำในแบบมีเหตุและผล
ส่วนการจัดงานสหพัฒน์แฟร์ครั้งที่ 18 ภายใต้แนวคิด “An Honest World” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 มิ.ย. นี้ มีการนำเสนอสินค้าราคาพิเศษกว่า 1,000 คูหา คาดว่าจะมียอดขายในงาน 200-300 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน








