กสิกรไทยออก 3 มาตรการช่วยเอสเอ็มอีรายเล็กกว่า 1.5 หมื่นราย ลดดอกเบี้ยโอดี 3 เดือน 3% รวม 100 ล้านบาท พักชำระหนี้ 6 เดือน
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่เอสเอ็มอีทั้ง 3กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองและการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วยธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงโดยได้ลดดอกเบี้ยวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี (โอดี)ทุกรายทันที 3% เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 1 มิ.ย.-31 ส.ค.นี้ โดยคาดว่าจะกระทบกับรายได้ดอกเบี้ยประมาณ 100 ล้านบาท แต่ธนาคารจะหันไปลดค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ของธนาคารทดแทนเพื่อไม่ให้กระทบกับกำไรของผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ยังจะพักชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 6 เดือนให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้อีกด้วย ขณะเดียวกันธนาคารยังได้เตรียมวงเงินกู้อีก 75,000ล้านบาทเพื่อปล่อยกู้ใหม่ให้เอสเอ็มอีอื่นที่ได้รับผลกระทบและต้องการเงินลงทุนหรือวงเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ โดยเม็ดเงินกู้ปล่อยใหม่ดังกล่าวจะเร่งปล่อยภายในระยะ 3 เดือนข้างนับจากนี้ หลังจากที่ได้ปล่อยไปไตรมาสละ 6 หมื่นล้านบาทในช่วงที่มีการชุมนุมตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ต่างระมัดระวังการให้สินเชื่อการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย โดยจะเป็นการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าเก่าเป็นหลัก แต่หากความต้องการไม่ถึงก็อาจจะปล่อยให้กับลูกค้าใหม่ที่ย้ายเข้ามาด้วย
“ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปลายที่ปีแล้ว ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างกว้างขวาง ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจติดลบ การลงทุนชะลอตัว ความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของประชาชนลดลง ทำให้เอสเอ็มอีมีรายได้ลดลงกว่า 40% หลายรายมีความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่อง เนื่องจากไม่มีกระแสเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอ”
ปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้าเอสเอ็มอีใน 3 กลุ่มดังกล่าวประมาณ 19,000 รายจากฐานลูกค้าเอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 1.4แสนราย ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินเร่งด่วน เพราะเป็นกลุ่มที่มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเทียบกับภาระหนี้ที่มีกับธนาคารอยู่ในสัดส่วนที่สูงและใช้วงเงินโอดีเกือบเต็ม ประมาณ 15,000 ราย คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท
เขากล่าวอีกว่า ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารมีอยู่ 5.29 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%จากสิ้นปีก่อน ส่วนเป้าหมายสินเชื่อในปีนี้ที่ตั้งไว้ 6-8%ยังเชื่อว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
“ก่อนหน้านี้ธนาคารมีมาตรการพักหนี้ให้ไปแล้ว 400 กว่าราย แต่เป็นลูกค้ารายใหญ่คิดเป็นวงเงิน 10,000 ล้านบาท แต่ครั้งนี้เราเลือกอุตสาหกรรมเล็กที่มีวงเงินต่อราย 2.7 ล้านบาท ไม่ได้มีแนวโน้มเป็นเอ็นพีแอล แต่มีการกู้เยอะและจ่ายดอกเบี้ยให้แบงก์เยอะ ลูกค้าเหล่านี้อยู่มานานมาตรการช่วยเหลือด้วยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 3%และพักชำระหนี้เงินต้นนาน 6 เดือน จะทำให้ลูกค้าใน 3 กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนมีเงินเพิ่มขึ้นต่อเดือนราว 55%จากภาระหนี้ของธนาคารที่ลดลง ซึ่งลูกค้าสามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจได้มากขึ้นได้”
นายสมพล เอกธีรจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิซ อิท (LIT) ผู้ให้บริการสินเชื่อกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม. เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานช่วงเดือนเม.ย.และเดือนพ.ค.ถือว่าดีที่สุดในรอบ 7-8 ปี เนื่องสถาบันการเงินเริ่มเข้มงวดในการปล่อยกู้ให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้หันมากู้เงินกับบริษัทมากขึ้น
“ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจอึมครึม เอสเอ็มอีหันมากู้เงินกับเราเยอะมาก เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยกู้ ประกอบกับเป็นช่วงฤดูกาลก่อสร้างของหน่วยงานราชการ ทำให้การเติบโตใน 2 เดือนของเราออกมาดี”
เขากล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่เอสเอ็มอีหันมากู้เงินนั้น เป็นเพราะเงื่อนไขปล่อยสินเชื่อที่ผ่อนคลาย และอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 26%ต่อปี ถูกกว่าสินเชื่อนอกระบบที่ 36%ระยะต่อไปในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ปีนี้ธุรกิจจะดีขึ้น จากการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปลดล็อกการเบิกจ่ายงบประมาณ อนุมัติโครงการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้โครงการของรัฐบาลออกมาต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นงานรัฐบาล 81 %แต่มองว่าไม่เป็นความเสี่ยง เพราะจ่ายหนี้ที่แน่นอน แต่มีปัญหาจ่ายเงินล่าช้าส่งผลต่อการประเมินหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทำได้ยาก และต้องประเมินต่างจากสถาบันการเงินทั่วไป โดยการจ่ายเงินล่าช้าเกิน 1 ปีอยู่ที่ 3.97%สูงกว่าปีก่อนที่ระดับ 2%บริษัทยังมีการกันสำรองหนี้ไว้ที่ 1.82%ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด และในปี 2558 จะเพิ่มขึ้นเป็น 3%
อย่างไรก็ตามสำหรับผลการดำเนินงานบริษัทในไตรมาส 1 ยังถือว่าต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเป้าหมายในปีนี้ บริษัทต้องการการเติบโตของยอดขาย การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ และกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 30%จากปีก่อน ซึ่งบริษัทยังคาดหวังไว้ที่ระดับเดิม
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของลิซ อิท ไตรมาส 1 มีรายได้ 27.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 17.37%จากการขยายตัวของสินเชื่อระยะสั้น ส่งผลให้กำไรสุทธิ 9.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25.69%
สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นลิซ อิท ปิดการซื้อขายวานนี้ (3มิ.ย.) ที่ 2.34 บาทต่อหุ้น






