วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา!คสช.ชูบทบาทภาครัฐ ฟื้นเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

"..หากพิจารณาจาก "เครื่องยนต์"ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ก็ดูเหมือนว่าเหลือแต่ "ภาครัฐ"เท่านั้น ที่ยังสามารถผลักดันได้.."

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียกส่วนราชการรายงานตัวหลังยึดอำนาจจากรัฐบาล ก่อนที่ประกาศนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น

นโยบายเร่งด่วน 3 เรื่อง คือ จ่ายหนี้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว เร่งจัดทำงบประมาณปี 2558 ให้ทันใช้ในปีงบประมาณ คือ วันที่ 1 ต.ค. และเร่งพิจารณาการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการพิจารณาอนุมัติโครงการที่ยื่นขอสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่ค้างอนุมัติกว่า 7 แสนล้านบาท

ทั้ง 3 เรื่อง คสช.ได้ดำเนินการไปแล้ว ยกเว้นเรื่องสุดท้ายที่อยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมาย

แต่ต่อมา ภาพที่คนไทยได้เห็นคือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคสช. ในฐานะดูแลฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เดินสายตรวจเยี่ยมหน่วยราชการสำคัญ โดยใช้เวลาทั้งสัปดาห์ เพื่อชี้แจงความเข้าใจและรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 นี้เอง คสช.เตรียมประกาศแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ดังนั้นจึงเห็นภาพที่คสช.เรียกประชุมรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง และประชุมหัวหน้าส่วนราชการในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การประชุมในช่วงสุดสัปดาห์ พล.อ.อ.ประจิน สั่งให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจและกระทรวงต่างๆ รายงานถึงปัญหาที่ผ่านมา

พล.อ.อ.ประจิน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจัดเตรียมแผนการดำเนินงาน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว นำส่งให้ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) นำเสนอให้คสช.ในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ โดยเฉพาะโครงการเร่งด่วน ที่ค้างจากงบประมาณปี 2557

นอกจากนี้ ต้องส่งแผนงานปีงบประมาณ ปี 2558-59 ซึ่งต้องสอดคล้องกับแผนโรดแมพของประเทศด้วย

คำถามคือทำไมหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ จึงพุ่งเป้าไปที่หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ

สังคมพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการ แต่หากดูท่าทีของพล.อ.อ.ประจิน สนใจไปที่ประเด็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า

หากพิจารณารายจ่ายภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา นับจากวิกฤติการเมืองเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า มีปัญหาอย่างมากในเรื่องการเบิกจ่าย และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 ของปีนี้

จากตัวเลขล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ที่ประเมินจากหลายหน่วยงานระบุว่า หากพิจารณาด้านรายจ่าย ซึ่งไม่รวมชําระคืนต้นเงินกู้และชดใช้เงินคงคลัง มีการเบิกจ่ายงบประมาณรวม 1.87 แสนล้านบาท ในเดือนเม.ย. หรือเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

การขยายตัวของรายจ่าย มาจาก รายจ่ายประจํา ทั้งรายจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน และรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่สามารถเบิกจ่ายได้ตามปกติ สําหรับรายจ่ายลงทุน แม้จะขยายตัวได้ในเดือนเม.ย. แต่ภาพรวมการเบิกจ่ายนับจากต้นปีงบประมาณยังคงได้รับผลกระทบจากการยุบสภาในช่วงปลายปีก่อน

และหากพิจารณาจาก "เครื่องยนต์"ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ก็ดูเหมือนว่าเหลือแต่ "ภาครัฐ"เท่านั้น ที่ยังสามารถผลักดันได้

เพราะหากจะหวังส่งออก ก็ยังเผชิญกับความไม่แน่นอนในตลาดโลกอยู่มาก ดังจะเห็นว่ายังติดลบ 0.97% ในช่วง 4 เดือนแรก แต่หากจะหวังการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่ยัง"ไร้ทางออก"ในช่วงก่อนหน้านั้น ก็คงไม่มีใครต้องการขยายลงทุน หรือ ผู้บริโภคจะมีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย

ดังนั้น จากนี้ไปจนถึงสิ้นสุดปีงบประมาณ คสช.จะเร่งพิจารณาโครงการ "ค้างท่อ" ที่ภาครัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายและการพิจารณาอนุมัติการลงทุน

แต่ในปี 2558 จะเห็นภาพการลงทุนจากภาครัฐชัดเจนขึ้น

ในปีงบประมาณ 2558 จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่งและคมนาคม คาดว่าจะใช้เงินในปีแรก ไม่เกิน 1 แสนล้านบาท ในโครงการระบบรถไฟรางคู่,โครงการถนนสี่เลน ซึ่งมีความพร้อมมากกว่าโครงการอื่นๆ และรวมถึงโครงการรถไฟฟ้าในเมืองและปริมณฑล ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ทั้งนี้ โครงการรถไฟรางคู่ เฟสแรกที่คาดว่า จะเริ่มลงทุน คือ เส้นทางโคราช เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งอนุมัติโครงการ และได้เริ่มประกวดราคาไปแล้ว ขณะนี้ อยู่ในระหว่างการรอ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ลงนามอนุมัติผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการชุดนี้ ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน ยังไม่ลงนามอนุมัติ เนื่องจากเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ

โครงการรถไฟฟ้าในเมืองและปริมณฑลนั้น มีโครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และต้องมีการเบิกจ่ายเงินกู้ในปีงบประมาณ 2558 คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ และสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ-หัวลำโพง-บางแค ,ส่วนสายสีเขียวเข้ม ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ อยู่ในระหว่างการประกวดราคา ซึ่งถ้าอนุมัติผู้ชนะการประมูลแล้ว ก็สามารถเริ่มกู้ได้ทันที

ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง และสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย- มีนบุรี กำลังรอรัฐบาลใหม่ว่าจะปรับแผนอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะตัวที่ตั้งสถานี

คำถาม ก็คือ การ"นำร่อง"สร้างความเชื่อมั่นด้วยการกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเดินหน้าลงทุนและใช้จ่ายนั้นจะเพียงพอหรือไม่ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากวิกฤติการเมือง?

คำตอบ ก็คือ ไม่มีใครคาดเดา แต่ใน "ทางทฤษฎี"แล้วน่าจะทำให้เศรษฐกิจในปีหน้ากระเตื้องขึ้น

ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่หลายหน่วยงานเริ่มปรับแนวโน้มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ดีขึ้น หลังจากได้จ่ายเงินให้กับชาวนากว่า 9 หมื่นล้านบาท และเริ่มเดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงจัดทำงบประมาณปี 2558

หากเป็นไปตามทฤษฎีแล้ว ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น ความเชื่อมั่นภาคเอกชนก็จะกลับคืนมา ส่งผลให้ "เครื่องยนต์"อีกเครื่องเริ่มเดินหน้าได้

ดังที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หนึ่งในคณะที่ปรึกษาคสช.บอกว่าไม่น่าห่วง หากภาครัฐเดินหน้า เชื่อว่าทุกอย่างก็จะเริ่มเดินตามไปด้วย

ขณะนี้ดูเหมือนว่าคนในแวดวงเศรษฐกิจจะมีความหวังขึ้นมา และหากอ่านสัญญาณจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ชัดว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนดีขึ้น แม้นักลงทุนต่างชาติจะเทขายอย่างหนัก

ต้องรอลุ้นอย่างเดียวในขณะนี้ คือ รัฐบาลชั่วคราวและสถานการณ์การเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการบริหารด้านเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่