สรุปสภาวะตลาดสหรัฐ และยุโรป (22 - 28 พ.ค. 2557)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวขึ้นโดย S&P500 +1.2%, DAX +2.5%, CAC ฝรั่งเศส +1.4% และ FTSE +0.4% ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ออกมาเชิงบวก ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ เดือน เม.ย. ทำระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 83.0 จุด จากเดือน เม.ย.ที่ 81.7 จุด และ เคสชิลเลอร์ รายงานดัชนีราคาบ้านใน 20 เมือง ปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน และปัจจัยบวกจากการไต่ระดับขึ้นของดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 1,900 จุด
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (22 - 28 พ.ค. 2557)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 1.3% แรงเก็งกำไรต่อนโยบายผ่อนคลายเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังนาย Li Keqiang ระบุทางการเตรียมวางนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้กลุ่มยานยนต์ปรับตัวขึ้น หลังนาย Xi Jinping ระบุถึงการกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานทางเลือก รวมทั้งกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเช่นกัน อย่าง Lenovo Group Ltd. และ Inspur International Ltd. จากแรงเก็งกำไรการเปลี่ยนระบบในธนาคารเป็นระบบของแบรนด์ในประเทศแทน
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (22 - 28 พ.ค. 2557)
SET INDEX ปรับตัวลงเล็กน้อย เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศรัฐประหาร แบบสงบ ปราศจากอาวุธ พร้อมกับการควบคุมแกนนำ กลุ่ม กปปส. - นปช. รวมถึงตัวแทนจากรัฐบาลรักษาการ - พรรคเพื่อไทย - พรรค ประชาธิปัตย์ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นไทยอย่างหนาแน่น อย่างไรก็ตามฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 1,400 จุดได้ ด้วยแรงเก็งกำไรต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่คลายตัวลง อีกทั้งการตอบรับเชิงบวกหลังคสช.เปิดตัวทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ส่งผลให้ SET INDEX ณ วันที่ 28 พ.ค. ปิดที่ระดับ 1,402.79 จุด ลดลง 0.13 จุด หรือ -0.01%
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (30 พ.ค. - 5 มิ.ย. 2557)
MBKET ประเมินกรอบแกว่ง SET INDEX ระหว่าง 1,370/80 - 1,405 จุด คล้ายกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่มีแนวโน้มซึมตัวลง เพราะนักลงทุนยังคงต้องรอความชัดเจนด้านเศรษฐกิจ จาก คณะทำงานของ คสช. ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ดังนั้นนักลงทุน ควรใช้กลยุทธ์ “สวิงเทรด” ขึ้นแรงขาย / ลงแรง ซื้อ โดยเน้นกลุ่ม Domestic Play เป็นสำคัญ
ปัจจัยทางการเมืองที่สำคัญจากนี้ไปคือ
1. แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ นำเสนอโดยคณะทำงานด้านเศรษฐกิจที่มี พล.อ.อ. ประจิณ เป็นประธาน คาดว่าจะนำเสนอต่อ คสช. วันที่ 6 มิ.ย.
2. กรอบการทำงานของทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และต่างประเทศ ซึ่งมี ม.ร.ว. ปรีดิยาธร, ดร. ณรงค์ชัย และ ดร. สมคิด เป็นผู้ดูแล หลังจากเข้าหารือกับ คสช. วันที่ 29 พ.ค.
3. การนัดชุมนุมใหญ่ของ กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐประหาร ทั่วประเทศ วันที่ 1 มิ.ย. อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันเชิงจิตวิทยาการลงทุนในต้นสัปดาห์หน้าได้
สำหรับปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ไฮไลต์อยู่ที่การประชุม ECB ในวันที่ 5 มิ.ย.
1. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่
a. อียู: อัตราการว่างงาน, อัตราเงินเฟ้อ, ยอดค้าปลีก
b. สหรัฐฯ: รายได้ - รายจ่ายส่วนบุคคล, ดัชนี ISM ภาคการผลิต - บริการ, การจ้างงานภาคเอกชน, รายงาน Beige Book
c. จีน: ดัชนี PMI ภาคการผลิต - บริการ
d. ญี่ปุ่น: อัตราการว่างงาน, อัตราเงินเฟ้อ, ผลผลิตภาคอุตฯ, ยอดก่อสร้างบ้าน
e. ไทย: ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเม.ย.,อัตราเงินเฟ้อ
2. การประชุมธนาคารกลางที่สำคัญ
a. ECB: วันที่ 5 มิ.ย. คาด ECB อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อต่ำยาวนาน
b. BoE: วันที่ 5 มิ.ย. คาด BoE คงนโยบายการเงินเช่นเดิม
-------------------------------------------------------------
ที่มา...บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ









