วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รื้อ'รัฐวิสาหกิจ'ไม่กระทบ

กลุ่มหุ้นรัฐวิสาหกิจยังแกร่ง ฝ่ากระแสข่าวลือเตรียมปรับโครงสร้างภายใน "โบรกเกอร์" ประเมินราคาหุ้นปรับลง ชี้ระยะยาวส่งผลดีต่อทุกองค์กร

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นรัฐวิสาหกิจวานนี้ (27 พ.ค.) ได้รับความสนใจเข้าลงทุนอย่างหนาแน่น ท่ามกลางกระแสข่าวว่า จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของบริษัทรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะบริษัท ปตท. (PTT) ซึ่งมีกระแสข่าวในวงกว้างจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในองค์กร

ขณะเดียวกัน ระหว่างวันมีการทำรายการบิ๊กล็อตระหว่างวันในหลักทรัพย์ บริษัท การท่าอากาศยานไทย (THAI) มูลค่า 9.59 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 181 บาท บริษัท ปตท.(PTT) มูลค่า 11.49 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 294 บาท และธนาคารทหารไทย (TMB) มูลค่า 3.49 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 2.40 บาท

แหล่งข่าววงการตลาดทุน กล่าวว่า กรณีกระแสข่าวลือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงบอร์ดบริหารของรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในระยะสั้น เพราะนักลงทุนยังไม่ทราบความชัดเจนว่าเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร และองค์กรได้ประโยชน์อย่างไร แต่เชื่อว่าในระยะยาวแล้ว พื้นฐานของแต่ละบริษัทรัฐวิสาหกิจ น่าจะปรับตัวดีขึ้น เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมทำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร

หุ้นรัฐวิสาหกิจส่วนมาก เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการ และครอบครองสินทรัพย์หลักๆ ของประเทศ หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น น่าจะสามารถคาดหวังได้ว่าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

"กรณีหุ้นปตท. ที่ราคาหุ้นปรับลดลง ไม่น่าจะแปลกใจ เพราะหุ้นปตท.เป็นหุ้นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และถูกจับจ้องทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับการปกครอง"

นักวิเคราะห์ บล.ทรีนิตี้ กล่าวว่า กระแสข่าวในตลาดหุ้นเกี่ยวกับหุ้นรัฐวิสาหกิจ มีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงบอร์ดบริหาร โดยเฉพาะหุ้นบริษัท ปตท. ที่มีข่าวเรื่องการปลดบอร์ด การปฏิรูปพลังงาน และการทวงคืนปตท. แม้ล่าสุดบริษัทชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง แต่ยังไม่มีการแจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ โดยเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ราคาหุ้นบริษัท ปตท. ได้ตอบรับข่าวลือไปแล้วบางส่วน

"ยังมองว่าราคาหุ้นกลุ่มปตท. มีโอกาสปรับตัวลงได้อีก หากข่าวลือนี้เป็นจริง และยากที่จะประเมินผลกระทบต่อบริษัท เพราะส่งผลลบในวงกว้างและกลุ่มในเครือปตท. แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนออกไปก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจนหรือการชี้แจ้งจาก คสช. และบริษัท ปตท."

นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถือเป็นเรื่องที่สร้างบรรยากาศเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยวไทย และคาดมีโอกาสส่งผลกระทบต่อปริมาณผู้ใช้บริการบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มขนส่งทางอากาศ ที่ฝ่ายวิจัยติดตาม 3 บริษัท คือการท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท การบินไทย (THAI) และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV)

เขากล่าวว่า การประกาศทำรัฐประหารครั้งนี้ นับว่าเกิดขึ้นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว คือ งวดไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งตามปกติ เป็นช่วงที่ปริมาณผู้ใช้บริการไม่สดใสอยู่แล้ว หากยึดตามข้อมูลในอดีตข้างต้น เชื่อว่าผลกระทบดังกล่าว กดดันให้ปริมาณผู้ใช้บริการอย่างหนักราว 1 เดือน จึงประเมินว่า เดือนมิ.ย. ปริมาณผู้ใช้บริการน่าจะถือว่าเป็นจุดต่ำสุดของปี ก่อนค่อยๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 3 ปีนี้ และน่าจะได้รับประโยชน์ช่วงฤดูกาลไตรมาส 4 ปีนี้อย่างเต็มที่

นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า บรรยากาศทางการเมืองหลังจากนี้ไป เป็นปัจจัยหลักที่ต้องจับตามองว่า จะกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด โดยหนึ่งในสองสถานการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นคือ เหตุไม่สงบทางการเมืองคลี่คลาย กระตุ้นให้อุปสงค์ในการเดินทางขาเข้าและภายในไทยเพิ่มสูงขึ้น หรือปัญหาทางการเมืองยังคงมีอยู่ ความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ยังคงประกาศใช้กฎอัยการศึก และนักท่องเที่ยวขาเข้าปรับตัวลดลงเป็นอย่างมาก ล่าสุดรัฐบาลของ 29 ประเทศ แนะให้พลเมืองของตนเองระมัดระวังในการเข้ามาท่องเที่ยวในไทย

ทั้งนี้ ยังประเมินว่าแนวโน้มผลประกอบการบริษัท การบินไทย (THAI) ยังอ่อนแอ เนื่องจากอุปสงค์ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุไม่สงบทางการเมือง และต้นทุนที่มีความยืดหยุ่นน้อย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาหุ้นไม่โดดเด่น นอกจากนี้ ช่วงโลว์ซีซันของการท่องเที่ยวไทยเริ่มในไตรมาส 2 ปีนี้ จึงยังไม่เห็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น ราคาหุ้นปัจจุบันบริษัทได้สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่อ่อนแอไปแล้ว

ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ วานนี้ (27 พ.ค.) บริษัท การท่าอากาศยานไทย (AOT) ปิดการซื้อขายที่ 180.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.28% มูลค่าการซื้อขาย 1,223 ล้านบาท บริษัท ปตท.(PTT) ปิดการซื้อขายที่ 294 บาท ลดลง 2 บาท หรือ 0.68% มูลค่าการซื้อขาย 1,928 ล้านบาท บริษัท การบินไทย (THAI) ปิดการซื้อขายที่ 13.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 0.77% มูลค่าการซื้อขาย 23.80 ล้านบาท และบริษัทธนาคารทหารไทย (TMB) ปิดการซื้อขายที่ 2.24 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท หรือ 1.82% มูลค่าการซื้อขาย 457.51 ล้านบาท