1Q57 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 76.2 ล้านบาท
ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNTEC) รายงานผลประกอบการงวด 1Q57 มีกำไรสุทธิ 76.2 ล้านบาท แต่ถ้าหักรายการหนี้สูญรับคืน 1.6 ล้านบาท จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 74.6 ล้านบาท ถือเป็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับงวด 1Q56 และ 4Q56 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 9.7 และ 24.1 ล้านบาท เกิดจากการรับรู้รายได้งานโครงการใหม่ที่มี margin สูงขึ้น
ขณะที่งานก่อสร้างที่มีปัญหาต้นทุนบานปลาย ส่วนใหญ่ได้ถูกส่งมอบจบไปแล้วในปีก่อน โดยไตรมาสนี้ SYNTEC มีรายได้จากงานก่อสร้าง 1,643 ล้านบาท ลดลง 4%QoQ เนื่องจากหลายโครงการที่รับมาใหม่ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นงาน จึงมีรายได้ไม่มาก และมีรายได้จากการให้บริการห้องพัก 19.9 ล้านบาท
ส่วน gross margin เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 10.9% สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น เกิดจากการปรับปรุง Service Apartment โครงการ Natural Ville หลังสวน เพื่อเตรียมปรับขึ้นค่าเช่าในอนาคต ด้านโครงสร้างการเงิน ณ สิ้น 1Q57 SYNTEC พลิกกลับมามีเป็น Net Cash ได้เป็นครั้งแรก โดยมีเงินสดในมือหลังหักภาระหนี้สินทางการเงินอยู่ 172 ล้านบาท
แนวโน้มกำไรยังแกร่ง จากยอด Backlog คงเหลือกว่า 8.4 พันล้านบาท
หลังการรับรู้รายได้ในงวด 1Q57 SYNTEC ยังมี Backlog คงเหลืออีกเกือบ 8.4 พันล้านบาท ถือเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง โดยจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปี 2557 ประมาณ 4 พันล้านบาท
ทั้งนี้ตลาดคอนโดมิเนียมที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง หลังผู้บริโภคเริ่มปรับตัวได้กับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ทำให้ Developer รายใหญ่ในตลาด อย่าง SPALI , PS , AP, NOBLE และ LH ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่อีกหลายโครงการ ส่งผลบวกต่อ SYNTEC ในฐานะที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสูงที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในเรื่องคุณภาพงานก่อสร้างและความตรงต่อเวลา คาดว่า SYNTEC น่าจะได้รับงานใหม่ในปีนี้ ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 6 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ SYNTEC มีผลกำไรที่ดีต่อเนื่องไปอย่างน้อยถึงปี 2558
ราคาหุ้นมี PER ต่ำเพียง 9 เท่า และยังต่ำกว่า Book Value แนะนำ ซื้อ
แนวโน้มผลประกอบการที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ หลังหมดปัจจัยลบกดดัน ทั้งเรื่องการตั้งสำรองหนี้สูญ และงานที่มีปัญหาต้นทุนบานปลาย ฝ่ายวิจัยคาดว่า SYNTEC จะมีกำไรสุทธิสูงถึง 257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 219%YoY โดยราคาหุ้นปัจจุบันที่ซื้อขายกันที่ระดับ PER ต่ำเพียง 9 เท่า อีกทั้งยังต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชีสิ้นปี 2557 ที่อยู่ที่ 1.65 บาท/หุ้น ถือว่ายังไม่ได้สะท้อนพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท ฝ่ายวิจัยแนะนำ ซื้อ โดยประเมิน Fair Value อิง PER 12 เท่า จะให้ราคาเหมาะสมที่ 1.93 บาท มี Upside อีก 33%






