กลุ่มโรงแรมกำไรไตรมาสแรกลดลง เหตุการเมืองป่วนกรุงเทพฯ ผู้ประกอบการเชื่อทั้งปียังเห็นการเติบโตหากการเมืองพบทางออก
จากการรวบรวมผลการดำเนินงานบริษัทในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมที่แจ้งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2557 มาแล้ว จำนวน6 บริษัท พบว่า มีกำไรสุทธิงวดไตรมาสแรกปีนี้ลดลง 35.02% จากงวดเดียวกันปีก่อน โดยบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) มีกำไรสุทธิไตรมาสแรกลดลงมากที่สุด 97.92%หรือมีกำไรสุทธิ 3.08 ล้านบาท จากตามาสแรกปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 148.16 ล้านบาท บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) (ROH) กำไรสุทธิลดลง 95.08% และบริษัท แชงกรี-ลา โฮเต็ล (SHANG) มีกำไรสุทธิลดลง 94.14%
นางสาวกันยะรัตน์ กฤษณเทวินทร์ รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเขตกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2556 และต่อเนื่องมาไตรมาสแรกปีนี้ มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เป็นสาเหตุให้หลายประเทศออกประกาศเตือนการเดินทางมายังไทยและบางประเทศห้ามการเดินทางมาไทย ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยไตรมาสแรกปีนี้ มีจำนวน 6.6 ล้านคน ลดลง 6%จากไตรมาส 1 ปี 2556
ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในเขตนอกพื้นที่กรุงเทพฯ ยังขยายตัวต่อเนื่องโดยเพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีการเติบโตทุกกลุ่มนักท่องเที่ยว การประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศ ลดระดับการห้ามการเดินทางมายังไทย จึงหนุนให้ภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปีนี้ มีกำไรลดลงอยู่ที่ 501.88 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรอยู่ที่ 649 ล้านบาท เพราะเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลกระทบโดยรวมต่อธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรม กลุ่มบริษัทได้พยายามหามาตรการต่างๆ เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย เช่น การเจรจากับผู้ขาย การใช้สาธารณูปโภคอย่างประหยัดการบริหารและควบคุมค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนหารายได้เพิ่ม โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจบริหารโรงแรมให้มากขึ้น ในส่วนของธุรกิจอาหาร ยังคงเน้นกลยุทธ์ขยายสาขา เพิ่มแบรนด์ธุรกิจใหม่ๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการตลาดเชิงรุกต่อเนื่อง
นายชัยพัตน์ ไพฑูรย์ รองประธานกรรมการฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) กล่าวว่า บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 15-20% ในระยะ 5 ปี (2557-2561) โดยกลยุทธ์การบริหารมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อผลตอบแทน 16% รวมทั้งการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ และเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมทั้งการเข้าซื้อธุรกิจที่น่าสนใจเพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจในเครือ
ธุรกิจโรงแรม บริษัทมีเป้าหมายเป็นเจ้าของโรงแรม 160 แห่งภายในปี 2561 จากไตรมาสรกปีนี้ ที่มีโรงแรม 108 แห่ง และวางเป้าเพิ่มธุรกิจอาหารภายใต้แบรนด์ต่างๆ เพิ่มเป็น 2,600 แห่ง จากไตรมาสแรกปีนี้มีร้านอาหาร 1,568 แห่ง
ส่วนธุรกิจโรงแรม บริษัทยังเชื่อมั่นในการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยบริษัทวางเป้าภายใน 5 ปีจะมีสัดส่วนรายได้ธุรกิจโรงแรมจากต่างประเทศเพิ่มเป็น 54% จากปัจจุบันอยู่ที่ 51% และปีนี้ คาดจะปรับรายได้ต่อห้องพัก (REV.PAR) ขึ้น 6%โดยเฉลี่ย
"การเติบโตของกิจการโรงแรมในต่างประเทศ เป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ตามเป้า ช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวในไทยลดลง ในธุรกิจอาหารก็เช่นกัน โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีรายได้ธุรกิจอาหารจากต่างประเทศ 32%"









