ผลประกอบการ 1Q57 ใกล้เคียงคาด
กำไรสุทธิ 1Q57 ที่ 403 ล้านบาท
ผลประกอบการ 1Q57 ของ SAMART มีกำไรสุทธิ 403 ล้านบาท หากไม่รวมผลของอัตราแลกเปลี่ยนรายไตรมาส ผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติมีกำไร 393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% YoY และ 9% QoQ ใกล้เคียงคาดและเป็นไปตามผลการดำเนินงานของ SIM และ SAMTEL โดย SIM มีกำไรสุทธิ 197 ล้านบาท ฟื้นตัว 52% QoQ เป็นไปตามคาด ส่วน SAMTEL มีกำไรสุทธิ 210 ล้านบาท หากไม่รวมกำไรจากการปรับมูลค่าหลักทรัพย์และผลของอัตราแลกเปลี่ยนมูลค่ารวม 11 ล้านบาท ธุรกิจปกติของ SAMTEL มีกำไร 199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% QoQ โดย SAMART รับรู้กำไรจาก SIM และ SAMTEL สัดส่วน 30% และ 35% ตามลำดับ ส่วนธุรกิจที่ลงทุนโดยตรงมีสัดส่วนกำไร 34%
EBITDA ตามคาด
ใน 1Q57 SAMART มีรายได้ 6,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY และ 12% QoQ ซึ่งเป็นผลจากรายได้ SIM เพิ่มขึ้นชดเชยรายได้ SAMTEL ที่ลดลง QoQ โดย SIM และ SAMTEL มีสัดส่วนรายได้ราว 51% และ 33% ต่อรายได้รวม SAMART อย่างไรก็ดี SAMART มีต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่ารายได้ตามผลการดำเนินงาน SIM ทำให้มี Gross margin รวมลดเหลือ 21% ส่วนกำไรจาก EBITDA เพิ่มขึ้น 6% QoQ และ 5% YoY เป็น 1,046 ล้านบาท และมี EBITDA margin 16.6%
มีมูลค่าเพิ่ม 0.80 บาทจากการ Spin off OTO
บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ MAI วันที่ 15 พ.ค.นี้ เราชอบต่อปัจจัยพื้นฐาน OTO เนื่องจากผลการดำเนินงานที่อยู่ในช่วงการขยายตัว (Growth stage) และประเมินมูลค่าเหมาะสม OTO ที่ 7 บาท ซึ่งจะมีผลต่อการเพิ่มมูลค่าเหมาะสม SAMART ราว 0.80 บาทจากมูลค่าเหมาะสมปัจจุบัน 27.40 บาท ส่วนกำไรจากการขายหุ้น OTO จำนวน 10 ล้านหุ้นในส่วนที่ถือเดิม คาดว่าจะมีมูลค่าราว 38 ล้านบาท (หลังหักภาษี) คิดเป็นมูลค่าต่อหุ้น 0.03 บาท
คงคำแนะนำ “ซื้อ”
ผลการดำเนินงานจากธุรกิจปกติ 1Q57 มีกำไรคิดเป็น 23% ของทั้งปี เราคงประมาณการปีนี้คาดกำไร 1,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% YoY เรามองว่า SAMART มีปัจจัยบวกทั้งระยะสั้นและระยะยาว 1) แนวโน้ม 2Q57 จะดีต่อเนื่อง QoQ ตามผลการดำเนินงาน SIM และธุรกิจที่ลงทุนโดยตรง 2) ความชัดเจนของมูลค่าคูปอง Set top box ทีวีดิจิตอล 3) SAMTEL มีโอกาสเซ็นสัญญาใหม่ 3-4 โครงการ มูลค่ารวม 7,000-8,000 ล้านบาท โดยโครงการใหญ่ที่จะมีความชัดเจนคือ APPS มูลค่า 3,400 ล้านบาท และ CUTE ของ AOT มูลค่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมในประมาณการ SAMTEL และ 4) การลงทุนใหม่ในธุรกิจสาธารณูปโภค (ธุรกิจกลุ่ม Non listed) ทำให้มีความมั่นคงของรายได้และกำไรระยะยาว









