เครื่องประดับสวยเก๋ ดีไซน์รูปลักษณ์ อวัยวะมนุษย์ ผสมลวดลายของต้นกล้วยบ่งบอกความหมายแฝงเร้น ไม่ต้องใช้เงินซื้อ แต่แลกมาด้วยการบริจาคอวัยวะ
“ผมทำจิวเวลรี่ในเชิงสังคม ไม่ใช่เชิงพาณิชย์”
คำบอกเล่าจาก “โน้ต-ธเนศ ศรีกฤษณพล” นักศึกษาสาขาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์ “เครื่องประดับแห่งการให้” ในสาขา Metal Design ที่จัดแสดงอยู่ในงาน “ID CLOSE UP 2014” ใต้แนวคิด “THE PIXEL OF IDEA” ที่ผ่านมา
คอนเซ็ปต์ “แปลกต่าง” ไปจากงานออกแบบทั่วๆ ไป ดึงดูดความสนใจพวกเราตั้งแต่แรกเห็น โดยเฉพาะความคิดของนักออกแบบรุ่นใหม่ ที่มีหัวใจเพื่อสังคม ไม่เพียงการออกแบบบนความรับผิดชอบ ทว่ายังรวมถึงการได้ร่วมแก้ปัญหาสังคมไปพร้อมกันด้วย
“ผมสนใจการออกแบบเครื่องประดับที่เป็นประโยชน์กับสังคม”
ธเนศ บอกจุดเริ่มต้นของการทำงานที่มีโจทย์คือ “สังคม” ก่อนลงมือศึกษาปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ จนพบหนึ่งประเด็นซึ่งอาจตกหล่นในความสนใจของสังคม นั่นคือ “การบริจาคอวัยวะ”
“การบริจาคอวัยวะยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย และยังต้องการการปลูกฝังอีกเยอะมาก บางคนยังมีความเชื่อว่า ถ้าบริจาคอวัยวะไปแล้ว เกิดชาติหน้าจะเกิดมาไม่ครบสมบูรณ์ หลายคนยังขาดความรู้ความเข้าใจ ขณะที่วันนี้ยังมีผู้รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะอยู่เยอะมาก ทำอย่างไรถึงจะนำความคิดใหม่ๆ ไปปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้คนได้”
เขาโยนโจทย์ยากๆ ใส่ความคิดของตัวเอง โดยหวังใช้ทักษะด้านการออกแบบที่ร่ำเรียนมา ทำอะไรที่พอบรรเทาปัญหานี้ได้ ทำอย่างไรที่จะสะท้อนให้ผู้คนเกิดทัศนคติใหม่ว่า การบริจาคอวัยวะเป็น “การให้ที่สวยงามที่สุด” เพราะไม่ใช่แค่ให้สิ่งของ หรือเงินทอง ทว่านี่คือ “การให้ชีวิต”
ธเนศ เลือกตัวแทนอย่าง “จิวเวลรี่” งานออกแบบที่เขาถนัด มาเป็นเครื่องมือสื่อสารแนวคิดดีๆ ไปสู่ผู้คน โดยตั้งชื่อผลงานนี้ว่า “เครื่องประดับแห่งการให้” ที่ระลึกในโครงการ “Endless Giving แบ่งปันสิ่งเล็ก สร้างสิ่งใหญ่” ของศูนย์บริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เพื่อรณรงค์ส่งเสริมความเข้าใจในการบริจาคอวัยวะผ่านเครื่องประดับ
จากงานดีไซน์จิวเวลรี่ส่วนใหญ่ ที่มุ่งไปทางความสวยงามและหรูหรา แต่กับงานของธเนศ เขาสนใจความหมายที่ต้องการสื่อสารมากกว่านั้น จึงเลือกออกแบบเครื่องประดับ ที่นำลักษณะอวัยวะมนุษย์ เช่น ไต ปอด หัวใจ มาผสมผสานลวดลายต่างๆ ของ “ต้นกล้วย” ซึ่งเขาบอกว่า ผูกพันกับคนไทยมานาน และมีวงจรชีวิตที่ “ตายยาก” เรียกว่า แม้ต้นใหญ่จะตายไปแล้ว แต่หน่อก็ผุดขึ้นมาสามารถนำไปปลูกใหม่ได้ เหมือนกับร่างกายคนเรา แทนที่จะปล่อยให้เน่าเปื่อยไป ก็สามารถปลูกถ่ายให้กับผู้อื่นได้ เพื่อมอบชีวิตใหม่ให้ใครสักคนได้อีกครั้ง
ขณะความหมายของต้นกล้วย อย่าง เครือกล้วย หมายถึง การรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน ใบตอง หมายถึง การห่อหุ้มสิ่งดีๆ ก่อนถึงมือผู้รับ หน่อกล้วย หมายถึงการเกิดใหม่ เหล่านี้ สะท้อนคุณค่าที่มากไปกว่าแค่ความสวย ก่อนดีไซน์ออกมาเป็น สร้อยข้อมือ แหวน และเข็มกลัด
เครื่องประดับสวยเก๋ น่าครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ทว่าไม่ต้องใช้เงินซื้อ เพราะแลกมาด้วยการ “บริจาคอวัยวะ”
“เครื่องประดับส่วนใหญ่ คนอาจนึกถึงแต่ ความสวยงาม หรูหรา แต่ผมต้องการทำเครื่องประดับที่ไม่ใช่แค่เพื่อเสริมความงามให้ผู้สวมใส่เท่านั้น ทว่ายังสะท้อนความงามในจิตใจด้วย เพราะกระบวนการที่จะได้มา ไม่ได้ใช้เงินซื้อ แต่ทำความดีแลกมา นั่นคือ การบริจาคอวัยวะ”
แนวคิดแปลกใหม่ ที่หวังกระตุ้นให้ผู้คนหันมาบริจาคอวัยวะกันมากขึ้น และภาคภูมิใจกับการทำความดีที่ยิ่งใหญ่นี้ โดยมอบของขวัญตอบแทนความดี ที่ชื่อ “เครื่องประดับแห่งการให้”
โลกยุคใหม่ คนรุ่นใหม่ ผู้คนเสพติดเทคโนโลยี แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีของการส่งเสริมการปลูกถ่ายอวัยวะ ตรงกันข้าม เขาบอกว่า คนรุ่นใหม่ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น ขณะเทคโนโลยีก็ช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทำได้รวดเร็ว จึงสามารถใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คให้เป็นประโยชน์ โดยจัดกิจกรรมกระตุ้นผู้คนให้สนใจการบริจาคอวัยวะกันมากขึ้น
“แนวคิดคือ ถ้าเขามีเครื่องประดับชิ้นไหน ที่เคยเข้าร่วมโครงการ ก็ให้ถ่ายรูปแล้วอัพขึ้นเฟชบุ๊ค หรือ อินสตาแกรม ซึ่งหากมีคนกดไลค์ กดแชร์ ได้มากเท่าไร เขาก็จะได้รับเครื่องประดับอีกชิ้นไปทันที ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปในวงกว้างขึ้น”
โครงการจากวิทยานิพนธ์ ไม่ต่างจากงานวิจัย คือ ถ้าไม่นำมาใช้จริง ก็คงเป็นได้แค่ความรู้บนหิ้ง ธเนศ บอกว่า เป้าหมายก็คือ อยากให้ไอเดียนี้ไปจุดประกายความคิดใครหลายคน และสามารถนำไปดำเนินการต่อยอดจริงได้ ซึ่งเพื่อให้วงจรความดีเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ก็อาจเพิ่มเติมโมเดลใหม่ๆ เช่น การทำเครื่องประดับคอนเลคชั่นพิเศษ แล้ววางจำหน่าย เพื่อที่จะได้นำเงินมาหมุนเวียนผลิตเครื่องประดับแห่งการให้สู่สังคมได้อย่างต่อเนื่อง การแก้ปัญหานี้ก็จะเกิดขึ้นจริงได้ สามารถดึงผู้คนให้มาบริจาคอวัยวะกันมากขึ้น
เพื่อ “ต่อลมหายใจ” ใครหลายคน ด้วยพลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่นี้
“ธเนศ” เป็นทายาทธุรกิจจิวเวลรี ซึ่งนั่นคือเหตุผลสำคัญที่เขาเลือกศึกษาด้านการออกแบบเครื่องประดับ เพื่อที่จะได้สานต่อธุรกิจครอบครัวในวันหนึ่ง ในโลกของธุรกิจ อาจจะเป็นการยากที่จะแบ่งภาคมาทำงานเพื่อสังคมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาเชื่อว่า ธุรกิจและสังคม อยู่ร่วมกันได้ และคนเราก็สามารถเป็นได้ทั้ง “ผู้ให้” และ “ผู้รับ”
“นักออกแบบ เป็นนักแก้ปัญหา อาจจะแก้ปัญหาในเชิงพาณิชย์ก็ดี หรือ ในเชิงสังคมก็ดี อยู่ที่ว่าใครมีแนวคิดที่อยากช่วยด้านไหนมากกว่ากัน ซึ่งไม่มีใครผิด อย่างบางคนอาจต้องทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีฐานะก่อน เพื่อที่สามารถไปทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อได้ มันไม่ผิดที่เราต้องท้องอิ่มก่อนที่จะไปทำเพื่อคนอื่น เพราะผมเชื่อว่า เราไม่จำเป็นต้องให้เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องอยู่ให้ได้ด้วย และต้องรู้จักเป็นทั้งผู้ให้และรับไปพร้อมกัน”
เขาสะท้อนความคิดในฐานะนักออกแบบเจนเนอเรชันใหม่ ที่เชื่อว่าเรื่องสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัวนักออกแบบ และสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่อยู่บนความรับผิดชอบต่อสังคมได้ ทั้งยังใช้การออกแบบมาสะกิดเตือนผู้คนให้ร่วมแก้ปัญหาสังคม ด้วยพลังไอเดียของพวกเขา
เช่นเดียวกับ “เครื่องประดับแห่งการให้” ที่ไม่ได้มอบเพียงความสวยงามประดับกายผู้ใช้ ทว่ายังประดับหัวใจผู้คนในสังคมให้งดงามขึ้นด้วย





