วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

HOTPOT - ถือ

การเมืองยืดเยื้อฉุดกำไรสุทธิลง

กำไรต่ำกว่าคาดสะท้อนการบริโภคที่ชะลอตัว

เราคาดกำไรสุทธิ 1Q57F ยังคงอ่อนตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (Same store sale growth) ที่ติดลบราว 2% ประกอบกับการขยายสาขาใหม่ที่ชะลอตัวลงตามการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงเปิดได้เพียง 2 สาขา ส่งผลให้รายได้อ่อนตัวลง 11% QoQ เท่ากับ 510 ล้านบาท ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา นอกจากนี้ HOTPOT ยังมีค่าใช้จ่ายพิเศษเพื่อใช้สำหรับการปรับโฉมร้าน HOTPOT Buffet Value (40% ของสาขาทั้งหมด) ให้เป็น HOTPOT Inter Buffet ทั้งหมดราว 20 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ (write-off) ที่สูงขึ้นจากการปิดสาขาลง 5 สาขา เราจึงคาดว่า HOTPOT จะมีกำไรสุทธิช่วง 1Q57F ขาดทุนต่อเนื่องที่ 1 ล้านบาท

ปรับลดประมาณการปี 2557-2558 ลง

เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2557-2558 ของ HOTPOT ลงจากเดิมราว 30% เนื่องจาก 1) สถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อนานกว่าที่เราคาด และการบริโภคที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้ยอดขาย 1Q57 หดตัวลงต่อเนื่อง เราจึงปรับการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมลงเหลือ 2% จากเดิมที่ 9% ในปีนี้ 2) การขยายสาขาใหม่ใน 1Q57 ทำได้ต่ำกว่าที่คาด คิดเป็นสัดส่วนเพียง 11% ของสาขาเปิดใหม่ที่คาดก่อนปรับประมาณการ เราจึงปรับลดการขยายสาขาใหม่สุทธิกับสาขาที่ปิดในปี 2557 เหลือเพียง 8 สาขา และปี 2558 จำนวน 15 สาขา เราจึงคาด HOTPOT จะมีกำไรสุทธิปี 2557 เท่ากับ 56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% YoY

การชะลอตัวของเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยงสำคัญ

เราคาดผลประกอบการของ HOTPOT ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลต่อยอดขาย โดยเรามองว่า HOTPOT จะเติบโตกับสภาวะความเสี่ยงนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะเริ่มฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง หากปัญหาการเมืองเริ่มคลี่คลายลง แต่อย่างไรก็ตาม HOTPOT มีการเจรจาลดค่าเช่าสำหรับสาขาที่ขาดทุน และยกเลิกโฆษณาทางทีวี เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์รูปแบบออนไลน์แทน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาลดลง 17% YoY สามารถรักษาระดับอัตราการทำกำไรจากการดำเนินงานและอัตราการทำกำไรสุทธิ ได้ที่ 3% และ 2% ตามลำดับ

ปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” รอการฟื้นตัว

เราประเมินว่าผลประกอบการของ HOTPOT ที่ยังคงขาดทุนต่อเนื่องและยังมีแนวโน้มอ่อนแอไปอีก 2-3 ไตรมาส จนกว่ากำลังซื้อจะฟื้นตัวตามปัจจัยการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยลบกดดันราคาไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นแม้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันจะต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมใหม่ที่เราประเมินไว้ที่ 3.42 บาท แต่เรายังมองว่าหุ้นยังขาดปัจจัยบวกในระยะสั้น เราจึงปรับคำแนะนำลงเป็น "ถือ" จนกว่า Same Store Sales Growth จะฟื้นตัว