บาทร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบประมาณ 2 เดือน ขณะที่หุ้นไทยปรับลงจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่องโดยมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่สภาพคล่องไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์หลังวันหยุดยาว ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) อยู่ที่ 1.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.00% เท่ากับสัปดาห์ก่อนเช่นกัน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 12-16 พ.ค. 2557 จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ รวมถึงการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ของธนาคารพาณิชย์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ โดยตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวันอังคาร ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.00%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 2.99% ในวันศุกร์ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 3.08% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังจากตลาดเปิดทำการในวันอังคาร ท่ามกลางความกังวลต่อมุมมองการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง อย่างไรก็ตาม แรงซื้อจากนักลงทุนในประเทศส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 1 ปีในวันศุกร์
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.62% ในวันศุกร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.58% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ จากข้อมูลดัชนี ISM ภาคบริการที่ออกมาสดใส ก่อนที่จะปรับตัวลงในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อจากความกังวลต่อสถานการณ์ในยูเครน อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ขยับขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดยได้รับแรงกดดันจากการเสนอขายพันธบัตรใหม่ที่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 2 เดือนที่ 32.61 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทเผชิญแรงเทขายตลอดสัปดาห์ สอดคล้องกับสถานะขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย ท่ามกลางหลายเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง (ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความกังวลต่ออันดับเครดิตของประเทศ) และการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ก็เป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าด้วยเช่นกัน
ในวันศุกร์ (9 พ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.60 เทียบกับระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 พ.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (12-16 พ.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.35-32.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์การเมืองในประเทศ และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนเม.ย. ของจีน ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนพ.ค. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้างเดือนเม.ย. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ ข้อมูลเงินทุนไหลเข้า เดือนมี.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดยังน่าจะจับตาวิกฤตในยูเครน หลังจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนผู้ฝักใฝ่รัสเซียในภาคตะวันออกของยูเครน ยังคงยืนยันที่จะให้มีการลงประชามติเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราชในช่วงวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค. นี้
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรกลับมาอ่อนค่าลงช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ เงินยูโรปรับตัวขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ จากข้อมูล PMI ภาคบริการเดือนเม.ย. 2557 ของยูโรโซนที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ นอกจากนี้ มติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.25% ตามเดิม ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็หนุนให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ก่อนจะล้างช่วงบวกทั้งหมดลงในช่วงต่อมา เนื่องจากถ้อยแถลงของประธาน ECB สะท้อนท่าทีที่เป็นกังวลต่อการแข็งค่าของเงินยูโร และส่งสัญญาณว่า ECB อาจผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อของยูโรโซนยังมีความเสี่ยงในช่วงขาลง
เงินเยนขยับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยได้รับแรงหนุนในฐานะสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจจีน (ข้อมูล PMI ภาคบริการของจีนออกมาน่าผิดหวัง) และสถานการณ์ตึงเครียดในยูเครน อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินเยนเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากเงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนในช่วงกลางสัปดาห์จากถ้อยแถลงของประธานเฟดที่ระบุถึง แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่น่าจะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 2/2557
ในวันศุกร์ (9 พ.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3812 เทียบกับ 1.3870 ดอลลาร์ฯ ต่อ ยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 พ.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 101.69 เทียบกับ 102.18 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนี SET ปรับลดลง จากความกังวลสถานการณ์การเมือง โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,377.37 จุด ลดลง 3.10% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 0.09% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 31,418.71 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 407.00 จุด ลดลง 4.16% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในวันจันทร์โดยมีแรงขายทำกำไรก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตัดสินสถานภาพนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ดัชนีปรับลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากความกังวลต่อการสถานการณ์ทางการเมือง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนหนึ่งสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี รวมถึงการที่คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติให้ชี้มูลความผิดในโครงการจำนำข้าว
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 12-16 พ.ค. 2557 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลง โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยการเมืองในประเทศและแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ตลาดคงจะให้น้ำหนักกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และเครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเครื่องชี้ภาคการผลิตของจีน รวมทั้ง การรายงานข้อมูล GDP Q1/2557 ประเทศในยูโรโซน และญี่ปุ่น ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,364 และ 1,344 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,385 และ 1, 400 จุด ตามลำดับ โดยตลาดการเงินไทยจะปิดทำการในวันอังคารเนื่องในวันวิสาขบูชา
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการที่เฟดส่งสัญญาณถึงการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนี DJIA ปิดที่ 16,550.97 จุด เพิ่มขึ้น 0.23% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากเครื่องชี้ภาคบริการที่แข็งแกร่ง แต่ขยับลงในวันอังคารจากความกังวลต่อผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ดัชนี DJIA ฟื้นตัวขึ้นได้ในวันพุธหลังจากประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณถึงการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ดัชนี ปรับขึ้นต่อเนื่องในวันพฤหัสบดี โดยมีแรงซื้อหุ้นที่ผลประกอบการณ์ออกมาดีช่วยลดแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับลดลงจากความกังวลในยูเครน โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,199.59 จุด เพิ่มขึ้น 1.78% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องในเทศกาล Golden Week ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพุธโดยได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ในยูเครนที่ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่า ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ จากการส่งสัญญาณถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของประธานเฟด รวมทั้ง ข้อมูลการส่งออกของจีนที่ปรับตัวดีขึ้น









