วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประสาร'ชี้ศก.แกร่งรับการเมืองป่วน

"ประสาร" ชี้ศก.แกร่งรับการเมืองป่วน ไม่เข้าขั้นวิกฤติ-เตือนกระทบจ้างงาน

"ประสาร" เผย การเมืองกระทบภาพรวมเศรษฐกิจชะลอ แต่มั่นใจพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ไม่ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติ ห่วงระยะสั้น กระทบจ้างงาน ขณะหอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นร่วงต่อเนื่องเดือนที่ 13 ต่ำรอบ 12 ปีครึ่ง หวั่นไม่มีเลือกตั้งฉุดจีดีพีต่ำ 2%

แม้ว่า ภาคธุรกิจพากันปรับตัวรับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังหาทางออกไม่ได้ แต่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมั่นใจว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง และผลกระทบทางการเมืองจะไม่ลุกลามจนนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้จะไม่ถึงขั้นติดลบ ซึ่งการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยครั้งหน้าในเดือนมิ.ย.นี้ เชื่อว่าตัวเลขประมาณการใหม่ที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เตรียมประกาศออกมา ยังเป็นตัวเลขที่มีอัตราการเติบโต แม้การเติบโตดังกล่าวจะปรับลดลงจากประมาณการเดิม ซึ่งมองไว้ที่ 2.7%

"อย่างที่เข้าใจกัน คือ ปีนี้เหตุการณ์ต่างๆ ยังไม่สงบดี เราคงจะมีการปรับลดประมาณการลง ซึ่งการปรับของเรา ก็จะมีตารางเวลาที่ชัดเจน โดยต้องการรอดูตัวเลขสำคัญๆ ก่อน โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรก ที่จะมีการประกาศออกมาในเดือนพ.ค.นี้ หลังจากนั้นในการประชุม กนง. เดือนมิ.ย. ก็คงจะมีการประกาศตัวเลขใหม่ออกมา ซึ่งตัวเลขใหม่นี้มีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าตัวเลขเดิม"

นายประสารย้ำว่าแม้ปัจจัยด้านการเมืองจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจบ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะถ้าดูปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในเวลานี้ นับว่ายังมีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านตลาดการเงิน ตลาดสินเชื่อ ระบบสถาบันการเงิน แม้แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเองก็ยังเป็นบวก

ชี้วิกฤติไม่เกิด แต่กระทบจ้างงาน

"วิกฤติคงไม่เกิด แต่ถามว่ามีปัญหาหรือไม่ ก็คงมีแน่ๆ คือ คนขายของอาจขายได้น้อยลง และอาจกระทบไปถึงลูกจ้างที่ต้องลดลง การจ้างงานก็คงจะอ่อนแอได้ในระยะสั้น โดยสิ่งที่ต้องให้ความสนใจระยะต่อไป คือ ถ้าเราไม่ทำอะไรให้ดีตอนนี้ ระยะต่อไปก็อาจเกิดปัญหาได้"

ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสนใจและเร่งหาแนวทางแก้ไข คือ เรื่องการลงทุน เพราะถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ้างงาน รายได้ของประชาชน รวมไปถึงความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยการลงทุนที่ลดลงแม้จะไม่ส่งผลต่อพื้นฐานเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ก็จะปรากฏให้เห็นผลในระยะกลาง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรให้ความสนใจ

นอกจากนี้ นายประสาร ยังกล่าวยอมรับว่า สถานการณ์การเมืองคงยากที่จะคลี่คลายลงในกลางปีนี้ แต่อย่างน้อยก็หวังว่าจะจบลงโดยเร็ว เพราะถ้าปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลงได้เร็ว ก็จะทำให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้นตามไปด้วย

เล็งปรับลดคาดการณ์เป้าส่งออกลง

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังนั้น นายประสาร กล่าวว่าสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจหลายแห่ง ยังคงให้น้ำหนักกับภาคการส่งออก โดยมองว่าจะได้รับผลดีจากเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีก่อน แม้การส่งออกปีนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่คงไม่สามารถชดเชยกับอุปสงค์ในประเทศที่ลดลงได้ ทำให้ปีนี้เป็นปีที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

"การส่งออกของไทยปีนี้ เดิมเรามองการเติบโตไว้ที่ 4.5% แต่ล่าสุดคงจะมีการปรับลดลงบ้าง ซึ่งเป็นผลจากตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ดังนั้นเมื่อตัวเลขจริงออกมาต่ำ จึงต้องมีการปรับสมมติฐานกันใหม่"

การเมืองไม่กระทบค่าบาท

นอกจากนี้ตลาดการเงิน ก็ค่อนข้างเชื่อมั่นถึงเสถียรภาพในอัตราแลกเปลี่ยนของไทย สะท้อนจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้กระทบต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยน จนทำให้เกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญอะไร ซึ่งก็ถือเป็นสัญญาณบวกที่ตลาดการเงินให้ความเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจมหภาคของไทย แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท เพราะถ้าไม่แก้ไขอะไร ก็จะทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอลงเรื่อยๆ

"เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เราต้องดูความพอดีและดูสมดุลด้วย อย่าลืมว่าพอพูดถึงเงินบาทอ่อน ก็จะมีคนที่ไม่ชอบ เช่น ต่างชาติ เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้ เวลาที่จะลงทุนในเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มว่าค่าเงินจะอ่อนค่า เขาก็จะขาดความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยการสร้างโรงงาน หรือการลงทุนในตลาดหุ้น พวกนี้เขามักไม่ชอบ"

ส่วน การดำเนินนโยบายการเงินของธปท.นั้น นายประสาร กล่าวว่า ปัจจุบันนโยบายการเงินถือว่าอยู่ในระดับผ่อนคลายค่อนข้างมาก เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ สะท้อนจากตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปปัจจุบันที่อยู่ระดับ 2.5% ในขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระดับ 2% เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย นอกจากนี้สภาพคล่องในระบบการเงินเองก็อยู่ระดับสูง โดยจะเห็นว่าปัจจุบันการแข่งขันของสถาบันการเงินในด้านการแย่งชิงเงินฝากเริ่มน้อยลง

"เท่าที่เราสำรวจการลงทุนของภาคธุรกิจ ก็ไม่เห็นเขาบ่นว่า ดอกเบี้ยแพง ซึ่งส่วนใหญ่เขาบอกว่า อยากเห็นภาวะการเมืองที่คลี่คลาย และอยากให้กำลังซื้อของลูกค้าเขากลับคืนมามากกว่าจะเป็นเรื่องของภาวะการเงิน" นายประสารกล่าว

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำรอบ12ปีครึ่ง

ผลกระทบดังกล่าว ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นล่าสุดในเดือนเม.ย. ลดลงต่ำสุดในรอบ 12 ปีครึ่ง

นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเม.ย. ต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เท่ากับ 57.7 ลดลงจากเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 58.7 ต่ำสุดรอบ 12 ปีครึ่ง

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการและเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 150 เดือน นับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2544 เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง การชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าการบริโภคจะชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 ของปีนี้เป็นอย่างน้อย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวและสถานการณ์ทางการเมืองก็จะคลี่คลาย” นายวชิร กล่าว

ชี้ไม่มีเลือกตั้งฉุดจีดีพีหลุด2%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลกระทบจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำตัดสินกรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้ายข้าราชการ และการพิจารณาชี้มูลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อนายกรัฐมนตรีกรณีโครงการรับจำนำข้าว จึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าการบริโภคจะย่อตัวลดลงไม่อีกมากน้อยเพียงใดนับจากนี้

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสถานการณ์ทางการเมืองก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเนื่องจากทุกกลุ่มการเมืองยังมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ส่งผลให้สัญญาณกำลังซื้อจึงไม่ได้เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มที่จีดีพีจะปรับตัวลดลง

หากยังไม่มีการเลือกตั้งใน 20 ก.ค. นี้ โอกาสที่จะมีรัฐบาลภายในเดือนก.ย. ก็จะหมดไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้า หากมีการเลือกตั้งจะมีเม็ดเงินจากการหาเสียงและกิจกรรมอื่นรวม 3-5 หมื่นล้านบาท จะทำให้จีดีพีปีนี้โต 2-3% แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง มีโอกาสที่จีดีพีจะหลุด 2% เพราะว่าขาดความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ หากเกิดความรุนแรงจะกระทบต่อภาคท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของประชาชน จะยิ่งทำให้จีดีพีมีโอกาสหลุด 1% ได้ แต่ถ้ากรณีที่มีรัฐบาลคนกลางก็อาจทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปได้อีก

เสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นประเมินว่า ไตรมาส 1 ปีนี้ จีดีพีจะติดลบ 1-2% อย่างแน่นอน ส่วนไตรมาส 2 มีความกังวลว่าหากการเมืองยังไม่นิ่งต่อไป มีโอกาสติดลบ 1% ซึ่งการที่เศรษฐกิจติดลบ สองไตรมาสต่อเนื่องกัน ก็จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคทันที ซึ่งจะมีผลต่อการจ้างงานและภาวะว่างงาน โดยสาเหตุที่ประเมินว่าไตรมาส 2 จะติดลบ เพราะว่าการส่งออกยังไม่มีสัญญาณที่ดี จากเดือนมี.ค. ที่ติดลบถึง 3% แต่ต้องประเมินการส่งออกเดือนเม.ย. อีกครั้งหนึ่ง ถ้าทั้งส่งออกฟื้นตัวและการเมืองคลายตัว ไตรมาส 2 ก็มีโอกาสขยายตัว 0-1% ได้

“รัฐบาลรักษาการ ที่ยังไม่ได้ทำงานเต็มที่ กลุ่ม กปปส. ก็จะเดินหน้ากดดันทางการเมืองต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ กลุ่ม นปช. ที่จะระดมมวลชน ส่วนการเลือกตั้งก็ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในวันที่ 20 ก.ค. นี้ ทำให้รัฐบาลที่จะมีได้เดือนก.ย. น่าจะหมดไปด้วย เดือนพ.ค. ยังต้องจับตาดูการผันแปรทางการเมืองต่อไป แต่ตอนนี้มองว่าครึ่งปีแรก จีดีพีน่าจะอยู่ที่ 0% ถึง ติดลบ 1% ส่วนครึ่งปีหลัง ถ้ามีรัฐบาลจีดีพีจะอยู่ที่ 3-4% แต่ถ้าไม่มีรัฐบาลก็จะอยู่ที่ ติดลบ 3%” นายธนวรรธน์ กล่าว