มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประเมินแนวโน้มระบบธนาคารไทย ยังคงมีเสถียรภาพแม้การเมืองยังกดดันเศรษฐกิจ สะท้อนถึงภาวะสภาพคล่อง
นางแอลคา อันบาราซู ผู้ช่วยรองประธานและนักวิเคราะห์ของ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า แนวโน้มระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีเสถียรภาพ เหมือนที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งสะท้อนถึงภาวะสภาพคล่อง และการระดมทุนที่มีเสถียรภาพ รวมทั้งความสามารถของธนาคารต่างๆ ในการจัดการกับปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นปานกลางในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า
“แม้ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงนับตั้งแต่ปีที่แล้ว และส่งผลกระทบต่อการบริโภคและก่อให้เกิดความล่าช้าในการลงทุน แต่เรายังคาดว่า คุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารจะเสื่อมถอยลงในระดับปานกลางเท่านั้น โดยเฉพาะในธุรกิจธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อย และธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม”
นางอันบาราซู กล่าวว่า ระบบธนาคารไทยมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ เพราะมูดี้ส์พิจารณาว่า ธนาคารไทยอยู่ในสถานะพร้อมรับมือกับการเพิ่มขึ้นในระดับปานกลางของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า โดยเป็นผลจากการที่ภาคธนาคารได้สะสมเงินทุนจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา เพื่อรองรับความเสียหาย โดยเป็นการตอบรับต่อมาตรการของหน่วยงานควบคุมกฎระเบียบที่สนับสนุนให้ภาคธนาคารจัดตั้งเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง และมีการดำรงเงินกองทุนไว้ในระดับที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้สำหรับบทสรุปของมูดี้ส์นั้น ได้รวมอยู่ในรายงาน "แนวโน้มระบบธนาคารไทย" ซึ่งแสดงถึงการคาดการณ์ของมูดี้ส์ที่ว่า ความน่าเชื่อถือของธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้รายงานได้พิจารณาระบบธนาคารใน 5 ด้าน ได้แก่ สภาวะการดำเนินงาน, คุณภาพสินทรัพย์และเงินทุน, การระดมทุนและสภาพคล่อง, ความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพ รวมทั้งการสนับสนุนเชิงระบบ โดยมูดี้ส์ประเมินแต่ละด้านว่ามีเสถียรภาพ ยกเว้นสภาวะการดำเนินงานที่กำลังถดถอยลง
นอกจากนี้ ในรายงานของมูดี้ส์ยังระบุด้วยว่า ภาวะชะงักงันทางการเมืองของไทยได้จำกัดความสามารถของรัฐบาลในการเบิกจ่ายงบประมาณ สำหรับการพัฒนาสาธารณูปโภค และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจก็อาจจะถูกบั่นทอนลง ถ้าหากภาวะชะงักงันทางการเมืองในขณะนี้ยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน หรือสถานการณ์ทางการเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น
นักวิเคราะห์บล.เอเซียพลัส กล่าวว่าธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษา ประกาศกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2557 อยู่ที่ 5.03 หมื่นล้านบาท สูงเกินคาด 4.3% โดยเติบโต 11.0% จากงวดไตรมาส 4/2556 แต่ยังลดลงเล็กน้อย 1.4%เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีตัวช่วยจากการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ถึง 20.3%
ทั้งนี้ ธนาคารที่แสดงการเติบโตของกำไรสุทธิไตรมาส 1/2557 ที่โดดเด่นสุดเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 4/2556 ได้แก่ แบงก์กรุงศรีอยุธยา(BAY),แบงก์กสิกรไทย (KBANK),แบงก์กรุงเทพ (BBL),ทิสโก้ (TISCO) และแบงก์ไทยพาณิชย์ (SCB) เนื่องจากภาระการตั้งสำรองหนี้ฯที่ลดลง และการลดลงของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
ส่วน ธ.พ. ที่เหลือ ล้วนแสดงการลดลงของกำไรสุทธิ โดย 3 อันดับแรก คือ แบงก์เกียรตินาคิน (KKP) สำรองหนี้ฯ เพิ่ม บวกกับรายได้จากธุรกิจหลักยังอ่อนแอ, แบงก์กรุงไทย (KTB) ไม่มีการบันทึกรายได้พิเศษและเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และทุนธนชาต (TCAP) รายได้จากธุรกิจหลักยังอ่อนแอ NIM หดตัว
สำหรับภาพรวมสินเชื่อเห็นการเติบโต 8.7%งวดเดียวกันปีก่อน และดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นการเติบโตรายไตรมาสที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ถือว่ายังสอดคล้องกับคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 2557 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ 6.5%จากงวดปีก่อน yโดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1.4% จากงวดไตรมาส 4/2556 อีกทั้งยังเห็นการลดลงของรายได้พิเศษจากรายได้ดอกเบี้ยรับจากการปรับโครงสร้างหนี้ที่ ธนาคารหลายแห่งบันทึกเข้ามาในไตรมาส 4/2556 ผนวกกับในช่วงกลางเดือน มี.ค.2557 ส่วนใหญ่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-กู้ ลงทั้ง 2 ด้าน ทำให้เกิดผลกระทบระยะสั้นต่อ NIM ซึ่งปรับตัวลดลง
"แนวโน้มไตรมาส 2/2557 มีโอกาสอ่อนตัวสูงภายหลังการประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2557 ของธนาคาร 10 แห่งที่ศึกษา ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการผลการดำเนินงานของแบงก์ทิสโก้ ลงเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นการปรับลดเพียงเล็กน้อย โดยภายหลังปรับประมาณการ ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2557 ยังเติบโตที่ระดับเดิมคือ 2.4% จากปีก่อน
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานมีโอกาสอ่อนตัวสูงเนื่องจากภาพรวมของสินเชื่อที่ยังค่อนข้างทรงตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ NIM มีแนวโน้มหดตัวจากผลกระทบที่เกิดขึ้นเต็มที่จากการปรับอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือน มี.ค.2557 ที่ผ่านมา ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ ธ.พ. ให้ความสำคัญมาก จึงน่ายังเห็นการตั้งสำรองหนี้ฯ ระดับสูงต่อเนื่องสำหรับธนาคารส่วนใหญ่"








