วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'มูดี้ส์'ยันแบงก์ไทยเสถียรภาพดี

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประเมินแนวโน้มระบบธนาคารไทย ยังคงมีเสถียรภาพแม้การเมืองยังกดดันเศรษฐกิจ สะท้อนถึงภาวะสภาพคล่อง

นางแอลคา อันบาราซู ผู้ช่วยรองประธานและนักวิเคราะห์ของ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า แนวโน้มระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีเสถียรภาพ เหมือนที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งสะท้อนถึงภาวะสภาพคล่อง และการระดมทุนที่มีเสถียรภาพ รวมทั้งความสามารถของธนาคารต่างๆ ในการจัดการกับปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นปานกลางในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

“แม้ความขัดแย้งทางการเมืองในไทยจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงนับตั้งแต่ปีที่แล้ว และส่งผลกระทบต่อการบริโภคและก่อให้เกิดความล่าช้าในการลงทุน แต่เรายังคาดว่า คุณภาพสินทรัพย์ของภาคธนาคารจะเสื่อมถอยลงในระดับปานกลางเท่านั้น โดยเฉพาะในธุรกิจธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อย และธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม”

นางอันบาราซู กล่าวว่า ระบบธนาคารไทยมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ เพราะมูดี้ส์พิจารณาว่า ธนาคารไทยอยู่ในสถานะพร้อมรับมือกับการเพิ่มขึ้นในระดับปานกลางของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า โดยเป็นผลจากการที่ภาคธนาคารได้สะสมเงินทุนจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา เพื่อรองรับความเสียหาย โดยเป็นการตอบรับต่อมาตรการของหน่วยงานควบคุมกฎระเบียบที่สนับสนุนให้ภาคธนาคารจัดตั้งเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง และมีการดำรงเงินกองทุนไว้ในระดับที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้สำหรับบทสรุปของมูดี้ส์นั้น ได้รวมอยู่ในรายงาน "แนวโน้มระบบธนาคารไทย" ซึ่งแสดงถึงการคาดการณ์ของมูดี้ส์ที่ว่า ความน่าเชื่อถือของธนาคารจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้รายงานได้พิจารณาระบบธนาคารใน 5 ด้าน ได้แก่ สภาวะการดำเนินงาน, คุณภาพสินทรัพย์และเงินทุน, การระดมทุนและสภาพคล่อง, ความสามารถในการทำกำไรและประสิทธิภาพ รวมทั้งการสนับสนุนเชิงระบบ โดยมูดี้ส์ประเมินแต่ละด้านว่ามีเสถียรภาพ ยกเว้นสภาวะการดำเนินงานที่กำลังถดถอยลง

นอกจากนี้ ในรายงานของมูดี้ส์ยังระบุด้วยว่า ภาวะชะงักงันทางการเมืองของไทยได้จำกัดความสามารถของรัฐบาลในการเบิกจ่ายงบประมาณ สำหรับการพัฒนาสาธารณูปโภค และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจก็อาจจะถูกบั่นทอนลง ถ้าหากภาวะชะงักงันทางการเมืองในขณะนี้ยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน หรือสถานการณ์ทางการเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น

นักวิเคราะห์บล.เอเซียพลัส กล่าวว่าธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษา ประกาศกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2557 อยู่ที่ 5.03 หมื่นล้านบาท สูงเกินคาด 4.3% โดยเติบโต 11.0% จากงวดไตรมาส 4/2556 แต่ยังลดลงเล็กน้อย 1.4%เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีตัวช่วยจากการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ถึง 20.3%

ทั้งนี้ ธนาคารที่แสดงการเติบโตของกำไรสุทธิไตรมาส 1/2557 ที่โดดเด่นสุดเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 4/2556 ได้แก่ แบงก์กรุงศรีอยุธยา(BAY),แบงก์กสิกรไทย (KBANK),แบงก์กรุงเทพ (BBL),ทิสโก้ (TISCO) และแบงก์ไทยพาณิชย์ (SCB) เนื่องจากภาระการตั้งสำรองหนี้ฯที่ลดลง และการลดลงของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

ส่วน ธ.พ. ที่เหลือ ล้วนแสดงการลดลงของกำไรสุทธิ โดย 3 อันดับแรก คือ แบงก์เกียรตินาคิน (KKP) สำรองหนี้ฯ เพิ่ม บวกกับรายได้จากธุรกิจหลักยังอ่อนแอ, แบงก์กรุงไทย (KTB) ไม่มีการบันทึกรายได้พิเศษและเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ และทุนธนชาต (TCAP) รายได้จากธุรกิจหลักยังอ่อนแอ NIM หดตัว

สำหรับภาพรวมสินเชื่อเห็นการเติบโต 8.7%งวดเดียวกันปีก่อน และดีกว่าคาดเล็กน้อย เป็นการเติบโตรายไตรมาสที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ถือว่ายังสอดคล้องกับคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 2557 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ 6.5%จากงวดปีก่อน yโดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 1.4% จากงวดไตรมาส 4/2556 อีกทั้งยังเห็นการลดลงของรายได้พิเศษจากรายได้ดอกเบี้ยรับจากการปรับโครงสร้างหนี้ที่ ธนาคารหลายแห่งบันทึกเข้ามาในไตรมาส 4/2556 ผนวกกับในช่วงกลางเดือน มี.ค.2557 ส่วนใหญ่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-กู้ ลงทั้ง 2 ด้าน ทำให้เกิดผลกระทบระยะสั้นต่อ NIM ซึ่งปรับตัวลดลง

"แนวโน้มไตรมาส 2/2557 มีโอกาสอ่อนตัวสูงภายหลังการประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2557 ของธนาคาร 10 แห่งที่ศึกษา ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการผลการดำเนินงานของแบงก์ทิสโก้ ลงเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นการปรับลดเพียงเล็กน้อย โดยภายหลังปรับประมาณการ ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2557 ยังเติบโตที่ระดับเดิมคือ 2.4% จากปีก่อน

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานมีโอกาสอ่อนตัวสูงเนื่องจากภาพรวมของสินเชื่อที่ยังค่อนข้างทรงตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ NIM มีแนวโน้มหดตัวจากผลกระทบที่เกิดขึ้นเต็มที่จากการปรับอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือน มี.ค.2557 ที่ผ่านมา ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ ธ.พ. ให้ความสำคัญมาก จึงน่ายังเห็นการตั้งสำรองหนี้ฯ ระดับสูงต่อเนื่องสำหรับธนาคารส่วนใหญ่"