วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

6เดือนยุติ เชื่อมั่นฟื้น

กกร.หวังการเมืองยุติภายใน 6 เดือน ฟื้นความเชื่อมั่น หนุนเศรษฐกิจปีนี้โตได้ 2.5-3.0%

กกร.ระบุการลงทุนชะลอจากงบประมาณภาครัฐล่าช้า เอสเอ็มอีกระทบหนัก ขณะบีโอไอเผยยอดขอต่ำเป้า เหลือ 7 แสนล้าน นักลงทุนรอประเมินสถานการณ์การเมือง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) วานนี้ (6 พ.ค.) มีการหารือถึงภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสแรกเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการท่องเที่ยวปรับตัวลดลง 5.8% ขณะที่การบริโภคหดตัว 1.8% การลงทุนติดลบ 6.4% การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 7% ส่วนการส่งออกติดลบ 0.8% โดยเฉพาะการส่งออกในภาคเกษตร

"หากการเมืองหาข้อสรุปได้เร็วๆ นี้ เชื่อว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะอยู่ที่ระดับ 2.5-3% แต่หากการเมืองยังไม่คลี่คลายอาจเห็นจีดีพีขยายตัวเพียง 1-2% เท่านั้น และอาจติดลบได้หากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น"

นอกจากนี้ กกร.ยังหารือถึงความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น ทั้งการให้สมาคมธนาคารไทยลงไปดูลูกค้าเป็นรายๆ ไป ขณะที่สภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าจะเข้าไปดูว่าสมาชิกรายใดมีปัญหา รวมถึงใน 1-2 สัปดาห์นี้จะขอความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันลูกหนี้ ซึ่ง บสย.มีวงเงินกว่าแสนล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ได้

นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาของเอสเอ็มอีขณะนี้ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นเรื่องความเพียงพอของเงินทุนหมุนเวียน 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเอสเอ็มรายเล็กๆ ที่จะมีปัญหาเร็วและแก้ได้ยาก

"เมื่อเศรษฐกิจชะลอการใช้เงินในระบบจะน้อยลง และการใช้เงินเพื่อสร้างผลตอบแทนให้คุ้มค่าการลงทุนก็จะเป็นเรื่องยาก ก็หวังว่า 6 เดือนจากนี้การเมืองน่าจะจบลงได้เพราะเราก็ใช้เวลากับการเมืองมา 6 เดือนแล้ว หากยังนานเกิน 6 เดือนจะยากลำบากมาก เพราะการฟื้นฟูจะต้องใช้เวลามากกว่านั้น กระทบกับเรื่องงบประมาณ การใช้จ่าย การลงทุน และความเชื่อมั่นต่างประเทศได้"

เริ่มเห็นสัญญาณไตรมาส 4

ด้าน นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เริ่มเห็นสัญญาณหนี้เสียจากภาคเอสเอ็มอีตั้งแต่ไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ซึ่งทุกธนาคารได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ขณะที่ภาครัฐพยายามช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญกว่าเรื่องของดอกเบี้ย

"ขณะนี้ สถานการณ์หนี้เสียเริ่มทรงตัว ในแง่ความต้องการสินเชื่อจะอยู่ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากจีดีพียังอยู่ที่ระดับสูงกว่า 3% ความต้องการสินเชื่อจะเพิ่มขึ้น แต่หากจีดีพีต่ำกว่า 1% จะเห็นความต้องการลดลง"

สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในไตรมาส 2 จะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะสินเชื่อผูกพันกับระบบเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดีสินเชื่อจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกเป็นหลัก ยกเว้นภาคเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัว เช่น ภาคใต้แย่ เนื่องจากราคายางตกต่ำ ทั้งนี้เห็นว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นการจ้างงาน ส่วนธนาคารพาณิชย์จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับสุดท้าย

"สินเชื่อขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากไม่มีรัฐบาลทำให้การใช้งบประมาณไม่เต็มที่และเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งแตกต่างจากอดีต แม้มีปัญหาความไม่สงบทางการเมืองก็ยังไปได้ เนื่องจากรัฐบาลสามารถใช้จ่ายงบลงทุนได้ และพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ส่วนการขอใช้สินเชื่อจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัญหาการเมืองในประเทศ ถ้าไม่รุนแรงความต้องการสินเชื่อของธุรกิจจะเพิ่มขึ้นแน่นอน คาดว่าสินเชื่อทั้งระบบปีนี้จะโต 6-8% ขณะที่จีดีพี 2.5-2.7% แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังไปได้ เพราะไม่ได้เลวร้ายเพียงแต่ซึมไม่ตกรุนแรงเหมือนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และซับไพร์ม"

การปล่อยสินเชื่อแนวโน้มดีขึ้น

ด้าน นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เดือนเม.ย.-มิ.ย. การปล่อยสินเชื่อมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากตัวเลขการส่งออกที่ฟื้นตัว ตามภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งธนาคารยังคงตั้งเป้าหมายสินเชื่อในระดับ 5-7% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่าในช่วงนี้เศรษฐกิจจะชะลอตัว โดยธนาคารพาณิชย์พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าดูแลการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

"ความต้องสินเชื่อมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว แม้ว่าจะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าการส่งออกที่มีแนวโน้มที่ดีจะช่วยทำให้สินเชื่อเติบโตได้"

ยอดขอบีโอไอหลุดเป้าเหลือ 7 แสนล้าน

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่ายอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 7 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 9 แสนล้านบาท โดยยอดการขอบีโอไอจะเข้ามามากในช่วงปลายปี

"ในปีหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลจากวิกฤติการเมืองอย่างชัดเจน เพราะหน่วยงานเศรษฐกิจบางแห่งออกมายอมรับว่าการจัดทำงบประมาณปี 2558 จะล่าช้าไป 6 เดือน เท่ากับว่าการลงทุนใหม่ๆ ของภาครัฐจะกระทบไปด้วย นอกจากนี้ยังมาจากโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทที่หยุดชะงัก ดังนั้นในส่วนของบีโอไอ คาดว่าตัวเลขขอส่งเสริมอาจใกล้เคียงหรือลดจากปีนี้"

นอกจากนี้ บีโอไอ อาจจะพิจารณาเลื่อนเวลาการใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ออกไปจากเดิมกำหนดใช้ต้นปี 2558 และยืดเวลามาตรการส่งเสริมการลงทุนฉบับปัจจุบันออกไปก่อน เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เหมาะที่จะนำมาตรการส่งเสริมฯใหม่มาใช้ และจะต้องรอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา โดยมาตรการส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ จะส่งเสริมฯ เฉพาะอุตสาหกรรมที่เน้นการวิจัย พัฒนา และ ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ระบุนักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่น

ยอดการขอรับการส่งเสริมฯ ตั้งแต่เดือนม.ค.-มี.ค. 2557 มียอดคำขอ 2.27 แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ที่ 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งหากนับจำนวนโครงการในไตรมาสแรก ลดลงประมาณ 50% มีจำนวน 290 โครงการ ลดลงจากปีก่อนที่มีจำนวน 564 โครงการ แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนเงินจะลดลงเพียง 13% เนื่องจากมีการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามา ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่ได้ลดลงมากอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองเฉพาะตัวเลขการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ มีมูลค่า 2.01 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 30% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นในไทย เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในเรื่องความชัดเจนของนโยบายส่งเสริมการลงทุน มีข้อกำหนดการให้สิทธิประโยชน์ชัดเจน ทำให้นักลงทุนประมาณการความคุ้มค่าการลงทุน และรายได้ผลกำไรอย่างเด่นชัด

สำหรับ อุตสาหกรรมหลักที่คาดว่าจะเข้ามามากในปี 2558 จะยังคงเป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ และอุตสาหกรรมบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และการขนส่ง โดยมองว่าในภาวะที่เศรษฐกิจไทยหดตัว เป็นช่วงที่น่าลงทุนมากที่สุด เพราะมั่นใจว่าความวุ่นวายทางการเมืองคงจะสิ้นสุดภายในปีนี้ และเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 ปี เพราะว่าพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งหากโรงงานเร่งลงทุนในช่วงนี้ ก็จะเสร็จทันพร้อมรับกับเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัว

ชี้การเมืองภายใน2สัปดาห์มีผลต่อลงทุน

ด้าน นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า ต้องจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองช่วง 1-2 สัปดาห์จากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะว่ามีผลต่อการตัดสินใจตั้งโรงงานและขยายโรงงานของผู้ประกอบการ โดยปีนี้ประเมินว่าตัวเลขตั้งโรงงานใหม่จะลดลงประมาณ 10% อยู่ที่ 3,500-3,600 แห่ง เป็นการลดลงในกิจการของเอสเอ็มอี เป็นหลัก จากปี 2556 ประมาณ 4,000 แห่ง แต่หากการเมืองชัดเจน ตั้งรัฐบาลได้เร็ว และเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ คาดว่าจะเห็นการลงทุนตั้งโรงงานเติบโตแบบก้าวกระโดดและตัวเลขตั้งโรงงานใหม่ น่าจะใกล้เคียงหรือมากกว่า 4,000 แห่ง

“อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ยังไม่น่าเป็นห่วง ยอดการตั้งโรงงานและขยายโรงงานยังอยู่ในภาวะปกติ โดยอุตสาหกรรมที่ตั้งโรงงานใหม่มากที่สุดจะอยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ รองลงมาเป็นอาหาร โรงไฟฟ้า ที่ขยายตัวชัดเจน ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยังน่าเป็นห่วง มียอดการเปิดกิจการ และขยายโรงงานลดลงอย่างชัดเจน” นายณัฐพล กล่าว