วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมาคมบลจ.หารือรัฐดันสำรองภาคบังคับ

สมาคม บลจ. เตรียมหารือภาครัฐปัดฝุ่น "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ" หวังนำมาใช้จริง เชื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

น.ส.อารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บลจ.ทิสโก้ ในฐานะอุปนายก กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า ปีนี้ประเมินว่าธุรกิจกองทุนสำรองชีพจะโตได้ประมาณ 12 - 13% ซึ่งสิ่งที่สมาคมบลจ.จะเข้าหารือกับทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อีกครั้งคงเป็นการนำเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ (Mandatory PVD) มาพิจารณาทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอีกครั้งเพราะปัจจุบันสังคมไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว

“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ อะไรที่เป็นประเด็นปัญหาติดขัดจะแก้ไขกันอย่างไรเพื่อผลักดันให้การออมภาคบังคับนี้เกิดขึ้น เพราะมีฐานข้อมูลบริษัทนายจ้างอยู่ในระบบอยู่แล้วสามารถต่อยอดขยายเพื่อเริ่มทำได้เลยซึ่งแนวทางในการทำก็มีหลายแนวคิด เช่น อาจจะเริ่มจากบริษัทที่มีกำไรก่อน หรือบริษัทที่มีลูกจ้างจำนวนมากก่อน เป็นต้น ต้องมานั่งทบทวนกันดูอีกครั้งแต่ที่สำคัญคือต้องมีจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้นก่อน”

ส่วนกระบวนการทำจะช้าหรือเร็วนั้น เป็นเรื่องรองไปแล้ว ไม่เช่นนั้นผ่านมา 4 - 5 ปี สุดท้ายการออมภาคบังคับก็ยังไม่เกิดขึ้นในไทยสักที และการมีการออมภาคบังคับนี้จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อโครงสร้างการออมเพื่อเกษียณอายุของไทยด้วย ตลอดจนจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยเช่นกัน รัฐเองก็ได้ประโยชน์เรียกว่าทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

น.ส.อารยา กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่จะมีการหารือกับภาครัฐ คือ การขอให้สมาชิกสามารถออมเงินได้มากขึ้น โดยสามารถใส่เงินสะสมได้มากกว่าเงินสมทบที่นายจ้างใส่ให้ซึ่งในส่วนนี้ทางกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ทำไปแล้ว แต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังทำไม่ได้แต่เป็นเรื่องที่ควรจะแก้ไขเพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เก็บเงินเพื่อเกษียณอายุได้เต็มที่ ซึ่งมีสิทธิออมได้ถึง 15% ของรายได้ เพราะเงินออมเพื่อเกษียณอายุจะเติบโตอย่างเพียงพอนั้นนอกจากเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนแล้วก็มีเรื่องของอัตราการออมที่ต้องมีมากเพียงพอด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันในอุตสาหกรรมมีอัตราการออมเฉลี่ย 6 - 8% เท่านั้น ในอดีตที่ผ่านมาภาครัฐจะบอกให้ไปใช้สิทธิผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แทน ซึ่งสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับนักลงทุนในกองทุนรวมเองบางครั้งก็เป็นคนละกลุ่มกัน ในเมื่อเป็นเงินเพื่อเกษียณเหมือนกันก็อยากให้เปิดกรอบการออมในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เต็มที่ 15% ได้ด้วยเช่นกัน จะเป็นประโยชน์มากกว่า

“นักลงทุนในกองทุนรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบางครั้งก็เป็นคนละกลุ่มกัน แม้รัฐแนะนำให้ไปใช้สิทธิ 15% ผ่านกองทุน RMF ก็ไม่ใช่ว่าสมาชิกทุกคนจะเข้าไปใช้กัน แต่การเปิดโอกาสให้สมาชิกออมเพิ่มได้ถึง 15% จะทำให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเลือกใช้ได้เลยทันที ตรงนี้ก็จะหารือกับภาครัฐอีกครั้งเช่นกัน”

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังมีแผนร่วมมือกับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการให้ความรู้กับคณะกรรมการกองทุนและสมาชิกกองทุนถึงโอกาสที่ดีกว่าของการลงทุนระยะยาวในหุ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ เพราะปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังถือว่าค่อนข้างน้อยประมาณ 10% กว่า เท่านั้น เคยสูงสุดประมาณ 15 - 16% ในอดีตแต่ก็เพียงช่วงสั้นๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าถ้าไม่เสี่ยงเลยอาจจะเสี่ยงกับการที่เงินโตไม่ทันเงินเฟ้อก็ได้