"ยิ่งลักษณ์"เตรียมนั่งประธานกลุ่มประชุม พัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนิเซีย-มาเลเซีย-ไทย 10 พ.ค.ที่พม่า
นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (6พ.ค.) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี ซึ่งมีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานได้มีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 8 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนิเซีย - มาเลเซีย - ไทย (IMT-GT) ซึ่งร่างแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวได้มีการยกร่างแถลงการณ์ร่วมแล้วเสร็จในที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งพิเศษ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2557 ณ กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนิเซียแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยจะได้มีการแถลงการณ์ร่วมกับประเทศสมาชิก IMT-GT ระหว่างเดินทางไปประชุม ณ เมืองเนปิดอว์ สหภาพพม่าในระหว่างวันที่ 10 - 11 พ.ค.ที่จะถึงนี้
สำหรับการประชุมแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย หรือ “IMT-GT” เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 24 และการประชุมอื่นๆที่เกี่ยวข้องในระหว่างวันที่ 10 - 11 พ.ค.นี้ ซึ่งประเทศสหภาพพม่าจะเป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้น ณ The Myanmar International Convention Center (MICC) ทั้งนี้ในการประชุมระดับผู้นำ IMT-GT ในครั้งนี้ครบกำหนดรอบที่ประเทศไทยจะเป็นประธานการประชุมดังนั้นนายกรัฐมนตรีของไทยจะเป็นประธานการประชุมฯ(Chairman) และนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ก็จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐมนตรี IMT-GT เพื่อเสนอความคืบหน้าในการดำเนินความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจในรอบปี 2556 - 2557 ต่อที่ประชุม หลังจากนั้นผู้นำทั้งสามประเทศสมาชิก รวมทั้งเลขาธิการอาเซียนและประธานธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) จะให้ข้อคิดเห็นเพื่อสรุปในรายงานการประชุมระดับผู้นำเพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันต่อไป
ทั้งนี้องค์ประกอบของคณะผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ IMT-GT ในครั้งนี้ประกอบไปด้วย 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการ สศช. นางปัทมา เธียรวิศิษฏิ์สกุล ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สศช. ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประธานสภาธุรกิจ IMT-GT ประเทศไทย นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และฝ่ายเลขานุการระดับชาติจำนวน 5 คน
สำหรับสาระสำคัญของแถลงการณ์ร่วมของการประชุม IMT-GT ในครั้งนี้ได้แก่การที่ประเทศสมาชิกแสดงความยินดีต่อความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (2555 - 2559) และมอบหมายให้รัฐมนตรีของแต่ละประเทศเร่งรัดดำเนินโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญในการใช้ประโยชน์จากศัยกภาพตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจของ IMT-GT ประเทศสมาชิกได้เห็นพ้องกันว่าการใช้ประโยชน์จากจากเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนถือเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนสำคัญในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเป็นฐานการผลิตใหม่ที่สามารถสร้างห่วงโซ่การผลิต และเพิ่มูลค่าสินค้าได้ทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยขอให้รัฐมนตรีประจำแผนงานฯให้ความมั่นใจว่า ผลประโยชน์จะเกิดกับชุมชนท้องถิ่นของประเทศต่างๆ และโครงการต่างๆ เช่น ถนน เมืองชายแดน การอำนวยความสะดวกบริเวณชายแดน และสวนอุตสาหกรรมจะได้รับการพัฒนา รวมทั้งจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานให้สนับสนุนการค้าการลงทุนที่มากขึ้นในพื้นที่ชายแดนของอินโดนิเซีย มาเลเซีย และไทย
นอกจากนั้นยังเห็นควรให้มีการส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานขอให้แต่ละประเทศเร่งศึกษาการอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ และขอให้เร่งรัดการดำเนินงานด้านการบริการเรือเฟอร์รี่ขนส่งสินค้าทางมทะละกา - ดูไม และเร่งศึกษาโครงการเรือเฟอร์รี่ขนส่งสินค้าในเส้นทางเบลาวัน - ปีนัง - ตรัง เพื่อเป็นช่องทางในการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวในระยะต่อไป
ขณะที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งสามประเทศสมาชิกยังเห็นควรให้สนับสนุน ด้านผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮาลาล ความร่วมมือในการกำหนดมาตรฐานอาหารฮาลาลที่สอดคล้องกัน รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรแปรรูปและเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม การสร้างความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยว โดยการสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวบนลักษณะพิเศษที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ ส่วนในด้านการค้าการลงทุนเห็นควรให้สนับสนุนการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ขณะที่ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มุ่งเน้นในการพัฒนามาตรฐานแรงงานที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน โดยแผนงานทางด้านเศรษฐกิจต่างๆนี้ทั้ง 3 ประเทศเห็นควรให้มีการทบทวนแผนงานเป็นระยะๆ และจัดทำคู่มือการพิจาณาโครงการ เพื่อรองรับการเพิ่มจำนวนโครงการที่ได้รับการหยิบยกและดำเนินการและรับทราบการรับความช่วยเหลือจาก ADB ต่อไป









