วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งเก็บวีเอทีสินค้ามือสอง

สรรพากรเผย มีแผนจะเก็บภาษีการซื้อขายสินค้ามือสอง ผ่านระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยนำร่องจากสินค้ารถยนต์เป็นอันดับแรก

นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้ตัดสินใจที่จะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่อัตรา 7% จากส่วนต่างของราคาจากการซื้อขายรถยนต์มือสอง ซึ่งขณะนี้ สำนักนโยบายภาษีของกรมสรรพากรกำลังศึกษารูปแบบและวิธีการในการจัดเก็บภาษี เพื่อปิดช่องโหว่ของธุรกิจรถยนต์มือสองและเป็นโครงการนำร่องหรือต้นแบบในการเก็บภาษีแวตจากการซื้อขายสินค้ามือสอง ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากเช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ และพระเครื่อง

"กรมสรรพากรจะนำร่องการจัดเก็บภาษีแวตจากการซื้อขายรถยนต์มือสองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะทำได้ง่ายและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่กี่ราย ที่สำคัญคือ การซื้อขายหรือเปลี่ยนมือรถยนต์มือสองมีหน่วยงานกลาง คือ กรมขนส่งทางบก ซึ่งเป็นผู้รับจดทะเบียนรถยนต์ ทำให้ระบบการตรวจเช็คข้อมูลทำได้ง่าย ซึ่งแตกต่างจากการซื้อขายทองคำที่ไม่มีหน่วยงานกลางในกำกับดูแลการซื้อขายเปลี่ยนมือของผู้ครอบครองสินค้า"

นายสุทธิชัย กล่าวว่า ปัจจุบันรถยนต์มือสองมีการซื้อขายหมุนเวียนในตลาดผ่าน เต็นท์รถยนต์ บริษัทห้างร้านและประชาชนทั่วไป ประมาณปีละ 3 ล้านคัน หากกรมสรรพากรเก็บภาษีจากการซื้อขายรถยนต์มือสองได้เพียงคันละ 1,000 บาท ก็จะเท่ากับมีเงินไหลเข้าสู่ระบบภาษีสูงถึง 30,000 ล้านบาท

"ในหลักการแล้ว ผู้ประกอบการรถยนต์มือสองไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ชะลอการจัดเก็บภาษีออกไปเพราะภาวะเศรษฐกิจไม่ดี แต่กรมฯ คิดว่า เป็นข้ออ้างของผู้ประกอบการที่ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งในกรณีนี้ ต้องหารือกับกระทรวงการคลังด้วย เนื่อง จากการเก็บภาษีแวตจากสินค้ามือสองนั้น ในหลักการแล้วต้องมีการแก้ไขกฎหมายและต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาฯ ด้วย”เขากล่าว

นายสุทธิชัยกล่าวว่า โดยหลักการแล้ว เมื่อผู้ขายรถยนต์เปลี่ยนมือกับผู้ซื้อรถยนต์แล้ว ต้องไปจดทะเบียนการเป็นเจ้า ของรถยนต์กับกรมขนส่งทางบก ซึ่งในกรณีนี้ มีการโอนจริง และโอนแล้ว ทำให้ในบางกรณีนี้ ไม่สามารถตรวจสอบหาเจ้า ของรถยนต์ที่แท้จริงได้ ดังนั้น กรมสรรพากรจะเสนอให้กรมขนส่งบกเป็นผู้เก็บภาษีแทนกรมสรรพากร ในกรณีที่เจ้าของรถยนต์มาจดทะเบียนรถกับกรมขนส่งทางบก เพื่อปิดช่องโหว่คาดว่า จะเก็บภาษีดังกล่าวได้ในอนาคต

ก่อนหน้านี้ นายสุทธิชัย กล่าวว่า สรรพากรมีแนวคิดการเก็บภาษีจากการขายรถมือสอง แม้ว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ทำยอดขายได้น้อยลง แต่เป็นการศึกษาขั้นตอนรองรับไว้ ในช่วงเศรษฐกิจดีขึ้น โดยช่วงหลังสงกรานต์ จะเชิญผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสองรายใหญ่มาหารือแนวทางนำผู้ประกอบการเข้าระบบภาษี เพื่อระดมความเห็น เนื่องจากในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ ได้มีการจำหน่ายรถมือสองอย่างเป็นระบบ มีรูปแบบการจำหน่ายอย่างชัดเจนจากดีลเลอร์รายใหญ่

ขณะที่ไทยเริ่มมีดีลเลอร์อย่างเป็นระบบแล้ว เช่น โตโยต้า ชัวร์ เพราะมีมาตรฐานการดูแลลูกค้า และระบบบัญชี จึงต้องการนำระบบจำหน่ายรถมือสองของอังกฤษบางอย่างมาปรับใช้ เพราะปัจจุบันยอมรับว่า การขายรถในตลาดรถมือสอง มีราคาแตกต่างกัน แม้จะมีเป็นรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน สภาพต่างกัน ราคาจะไม่เหมือนกัน จึงต้องหาข้อกำหนดกลางขึ้นมาประเมิน เนื่องจากตัวเลขของกรมขนส่งทางบกมีการโอนรถทุกประเภทในแต่ละปีสูงมากถึง 3 ล้านคัน แต่เสียภาษียังไม่สูงมากนัก จึงต้องศึกษาระบบดังกล่าวไว้ และยังไม่สรุปว่าการจัดเก็บภาษีเป็นหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกหรือกรมสรรพากร จึงต้องเดินหน้าศึกษาเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน