วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธกส.ตั้งงบ1.86แสนล้านชดเชยหนี้จำนำข้าว

"ธ.ก.ส."เตรียมขอรัฐบาลใหม่ จัดงบชำระหนี้ในปี 2558 จำนวน 1.86 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีสัดส่วนถึง 85% นำไปใช้ในโครงการจำนำข้าว

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมเสนอของบประมาณปี 2558 สำหรับการดำเนินธุรกิจธนาคาร เพื่อรอรัฐบาลใหม่จัดสรรจริงเป็นวงเงินทั้งสิ้น 1.86 แสนล้านบาท

นายลักษณ์ วจนานวัช กรรมการผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ในจำนวนนี้เป็นวงเงินเพื่อชดเชยเงินทุนที่ ธ.ก.ส. นำไปใช้ในโครงการจำนำข้าว นับตั้งแต่เริ่มโครงการคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% หรือ 1.5 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการชดเชยโครงการจำนำพืชผลการเกษตรอื่นๆ โครงการประกันรายได้ และพักชำระหนี้

ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณที่ขอดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2557 ที่ได้รับการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้น 8.2 หมื่นล้านบาท ในจำนวนดังกล่าว เป็นวงเงินดำเนินโครงการรับจำนำข้าวประมาณ 6.2 หมื่นล้านบาท

ธ.ก.ส.จะได้ยอดจัดสรรงบประมาณปี 2558 ตามที่ขอหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสำนักงบประมาณที่จะพิจารณาว่า มีงบประมาณเพียงพอหรือไม่ หากมีงบประมาณไม่เพียงพอ คงต้องหารือกันต่อไปว่า จะสามารถขยายระยะเวลาจัดสรรเงินชดเชยให้ ธ.ก.ส. ออกไปอีกกี่ปี ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการบริหารเงินกู้ 4.1 แสนล้านบาทด้วย

"เราคาดว่า จะได้รับการจัดสรรเพียง 50% หรือประมาณ 9 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับปีก่อน ที่ได้รับการจัดสรรเพียง 8 หมื่นล้านบาท จากขอตั้งงบไป 1.6 แสนล้านบาท" เขากล่าว

สำหรับหลักเกณฑ์ขอตั้งงบประมาณปี 2558 ดังกล่าว นายลักษณ์ ชี้แจงด้วยว่า ธ.ก.ส. ขอได้ตั้งตามข้อตกลงที่มีอยู่ ซึ่งเป็นข้อเสนอของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี กรณีการขอชดเชยเงินงบประมาณ สำหรับโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไป โดย สำนักงบประมาณ ได้ขอให้ ธ.ก.ส.หักมูลค่าของสินค้าคงเหลือก่อน และให้จัดสรรเงินชดเชยเงินต้นมาคืนให้แก่ ธ.ก.ส. ภายใน 4 ปี จากเดิมของบชดเชยได้เต็มจำนวนเงินค้างชำระ โดยไม่หักมูลค่าของสินค้าเกษตรที่อยู่ในคลัง ซึ่งสำนักงบประมาณ ระบุว่า หากดำเนินการเช่นนี้จะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก

นายลักษณ์ กล่าวว่า ยอดการจัดงบสรรงบประมาณ ไม่น่าจะทันในเดือนต.ค. นี้ เนื่องจากรัฐบาลใหม่ยังไม่สามารถจัดตั้งได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2558 แต่การเบิกจ่ายที่ล่าช้า จะไม่กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคาร โดย ธ.ก.ส. จะใช้วิธีการบริหารสภาพคล่อง ด้วยการระดมเงินฝาก ออกสลาก ธ.ก.ส. เพื่อระดมทุนไปก่อน ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มีสภาพคล่องอยู่แล้ว 2 แสนล้านบาท

ส่วนกรณีความคืบหน้าการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ นายลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ตามแนวทางของคณะกรรมการปิดบัญชีฯ ให้หน่วยงานแต่ละแห่งรายงานผลในเรื่องที่รับผิดชอบ อย่างเช่น ธ.ก.ส. รับผิดชอบในการให้สินเชื่อและจ่ายเงินจำนำข้าว ซึ่งได้มีการรายงานจำนวนค่าใช้จ่ายแต่ละปีอย่างชัดเจน

ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ จะมีกรมการค้าต่างประเทศ องค์การคลังสินค้า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร จะต้องมาพิจารณาเงินรายได้ที่ขายสินค้าไปแล้ว และสินค้าที่ยังคงค้างในสต็อก รายงานต่อคณะกรรมการปิดบัญชี

ล่าสุด รอบปิดบัญชีโครงการฯ ณ 31 พ.ค. 2557 และ 30 ก.ย. 2557 จะต้องรอกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า ปริมาณข้าวในสต็อกเหลืออยู่จำนวนเท่าใด เพื่อให้คณะกรรมการปิดบัญชีฯ ใช้ตัวเลขตามที่รายงานเข้ามาคำนวณ ถ้ามีรายงานปริมาณข้าวจำนวน 2.9 ล้านตันที่หายไปกลับเข้ามา และกระทรวงพาณิชย์มีการเซ็นยืนยันข้อมูลการบริหารสต็อก

สำหรับการจ่ายเงินค้างหนี้ชำระแก่ชาวนาในโครงการจำนำข้าวในปีการผลิต 2556/57 นั้น เขาประเมินว่าจะสามารถจ่ายเงินจำนำข้าวให้แก่ชาวนาครบทั้งหมด ภายใน 31 ธ.ค. 2557 เนื่องจากจะใช้เงินจากการระบายข้าวตามแผนของกระทรวงพาณิชย์ที่จะส่งคืนให้แก่ ธ.ก.ส. เดือนละ 8,000 ล้านบาท ถึง 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งสิ้น 7 หมื่นล้านบาท และเงินจากกองทุนช่วยเหลือชาวนา วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เป็นหลัก

ขณะนี้ ธ.ก.ส. สามารถจัดสรรเงินจำนำข้าวให้แก่ชาวนาที่ถือใบประทวนไปแล้วกว่า 50% ซึ่ง ณ วันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา จ่ายไปแล้วเป็นวงเงิน 9.95 หมื่นล้านบาท จาก ณ ปิดโครงการ 28 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรได้รับใบประทวนทั้งสิ้น 1.53 ล้านราย ปริมาณข้าวเปลือก 11.61 ล้านตัน เป็นเงินจำนำ 1.9 แสนล้านบาท

สำหรับงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ซึ่งคาดว่าจะล่าช้าไปจากปีปกติ ที่ต้องเริ่มภายในเดือนต.ค. ที่จะถึงนี้ ขณะนี้ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ฝ่ายข้าราชการประจำ จำเป็นต้องเตรียมการวางยุทธศาสตร์ของงบประมาณปี 2558 เพื่อรองรับกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้าด้วย

ขณะที่ ก่อนหน้านี้ นายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านบริหารหนี้สาธารณะกล่าวว่า ตามการคาดหมายเบื้องต้นของสำนักงบประมาณ ที่คาดว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ได้ภายในเดือนพ.ย. นี้ และจะสามารถผลักดันงบประมาณปี 2558 ออกใช้ได้ภายในเดือนพ.ค. ปีหน้า ซึ่งเหลือเวลาเพียง 5 เดือนในการใช้จ่ายงบประมาณ ดังนั้น การกำหนดงบลงทุน จำเป็นต้องกำหนดโครงการที่มีความพร้อมจะลงทุนอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานที่ว่า รายจ่ายงบประมาณปี 2558 เท่ากับปี 2557 คือ อยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดทำงบขาดดุลได้สูงถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะไม่เกินกรอบที่กฎหมายกำหนดให้ขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่าย แต่การกำหนดงบประมาณขาดดุลที่สูงเช่นนั้น ยากที่รัฐบาลจะสามารถใช้จ่ายได้ทันในช่วง 5 เดือนเท่านั้น