วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ปลายปีนี้อวสาน'คิวอี'

นักวิเคราะห์ชี้ปลายปีนี้อวสาน'คิวอี' หลังเฟดปรับลดแม้ศก.ไตรมาส1ชะลอ

เฟดเดินหน้าลดคิวอีตามตลาดคาด นักวิเคราะห์ประเมินเฟดสิ้นสุดคิวอีตามแผนในสิ้นปีนี้ หลังจากปรับลดลงอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ มีรายละเอียดดังนี้

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงมติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 9-0 เห็นพ้องให้ปรับลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยปรับลดลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จากวงเงินเดิม 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน

แถลงการณ์ระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น หลังจากชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงฤดูหนาว ส่วนหนึ่งเพราะสภาพอากาศรุนแรง ส่วนรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพียง 0.1% ช่วงไตรมาสแรก จาก 2.6% เมื่อไตรมาส 4 ของปี 2556 นั้น เลวร้ายกว่าที่นักวิเคราะห์คาดหมายว่าจีดีพีจะขยายตัว 1%

อย่างไรก็ตาม สิ่งดังกล่าวถือเป็นเหตุการณ์ในอดีต และเฟดเชื่อว่าสัญญาณส่วนใหญ่ชี้ถึงการเติบโตในระดับปานกลางและการกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดแรงงาน

เฟด ระบุว่า จะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ด้วยวงเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และซื้อ MBS ด้วยวงเงิน 2.0 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในเดือนพ.ค. ลดลงจากเดิมที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ด้วยวงเงิน 3.0 หมื่นล้านดอลลาร์ และซื้อ MBS ด้วยวงเงิน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน

ขณะเดียวกัน เฟด ได้ส่งสัญญาณการปรับลดมาตรการ คิวอี ต่อไป โดยระบุว่า ทางคณะกรรมการมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราการซื้อตราสารหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในการประชุมครั้งต่อๆ ไป ถ้าหากตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้น และอัตราเงินเฟ้อขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่เฟดกำหนดไว้

นอกจากนี้ เฟด ยังแถลงว่า จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในช่วง 0-0.25% ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง และมองว่าการใช้มาตรการผ่อนคลายเป็นพิเศษต่อไปยังคงมีความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนความคืบหน้าไปสู่การจ้างงานที่ระดับสูงสุด และเสถียรภาพของราคา

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่เฟดมองข้ามตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกที่ซบเซา ได้ช่วยเพิ่มความเชื่อที่ว่าภาวะอากาศที่เลวร้ายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอในไตรมาสแรก

นายพอล เอเดลสเทน แห่งบริษัทไอเอชเอสโกลบอลอินไซต์ กล่าวว่า เฟดวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องว่าความอ่อนแอเมื่อต้นปีนี้ จะดำเนินไปเพียงระยะสั้น ซึ่งล่าสุดก็มีการฟื้นตัวในยอดขายปลีก ยอดขายยานยนต์ การใช้จ่ายด้านทุนของภาคธุรกิจ และการจ้างงานเมื่อเดือนมี.ค.

คาดเฟดสิ้นสุดคิวอีปลายปีนี้

ด้าน นายโอเมอร์ ไอสเนอร์ นักวิเคราะห์แห่งคอมมอนเวลธ์ฟอเรนจ์เอกซ์เชนจ์ ชี้ว่าแถลงการณ์ของเฟดเปลี่ยนแปลงจากเดือนมี.ค. ไม่มากนัก และไม่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อหุ้น พันธบัตร หรือ ดอลลาร์

นายไอสเนอร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐที่กระเตื้องขึ้นในระยะหลัง น่าจะทำให้เฟดเดินหน้าลดคิวอีได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสิ้นสุดลงประมาณปลายปีนี้ สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น นักลงทุนคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นประมาณกลางปี 2558

อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธ (30 เม.ย.) ที่ 16,580.84 บวกไป 0.27% ส่วนดัชนีนิกเคอิในตลาดโตเกียวพุ่งขึ้น 1.27% หรือ 181.02 จุด ที่ระดับ 14,485.13

โตแค่ 0.1% ไตรมาสแรก

จีดีพีไตรมาสแรก นับว่าต่ำที่สุดตั้งแต่ปลายปี 2555 อันสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐเสียหลักไปช่วงหนึ่ง เห็นได้จาก จีดีพี ปี 2556 ที่ชะลอตัวลงเหลือ 1.9% จาก 2.8% เมื่อปี 2555 ปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตช่วงไตรมาสแรก คือ การส่งออกและการลงทุนภาคธุรกิจที่ลดลง

ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ยังระบุว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตช่วงไตรมาสแรก คือ การใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งมีสัดส่วน 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และลดลงไปมากในส่วนของการซื้อหาสินค้าไม่คงทน อย่างเสื้อผ้า อาหาร และเครื่องดื่ม

ส่วนการใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น อย่างเครื่องทำความร้อนที่พุ่งขึ้นในช่วงหน้าหนาว รวมถึงการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ประชาชนลงชื่อเข้าใช้ระบบประกันสุขภาพของประธานาธิบดีบารัก โอบามา

ทำเนียบขาว ชี้ว่า ช่วงไตรมาสแรกสภาพอากาศหนาวเย็นรุนแรง อุณหภูมิต่ำเป็นประวัติการณ์และมีพายุหิมะ นายเจสัน เฟอร์แมน ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของโอบามา กล่าวว่า ประธานาธิบดีจะทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อผลักดันมาตรการต่างๆ ที่จะเกื้อหนุนการเติบโตและเร่งการสร้างงาน

"แถลงการณ์ที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ของเฟด ทำให้ตลาดหันไปให้ความสำคัญกับรายงานจ้างงานเดือนเม.ย. ที่จะเปิดเผยช่วงปลายสัปดาห์" นายไอสเนอร์ ระบุ โดยคาดว่ากระทรวงแรงงานจะรายงานว่ามีการสร้างงานใหม่ 210,000 ตำแหน่ง ในเดือนเม.ย. และอัตราว่างงานลดลงเหลือ 6.6% จากเดิม 6.7%