คนไทยแห่ช้อปสินค้าผ่านมือถือ โตเกิน 100% รับพฤติกรรมคนยุคใหม่เน้น "สะดวก รวดเร็ว ราคาถูก" คาดซื้อขายสะพัดต่อวัน ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
ประเมินภาพรวมอีคอมเมิร์ซปีนี้โต 35% หรือมูลค่าตลาดรวม "หลายแสนล้าน" จับตา "โซเชียล คอมเมิร์ซ" เสริมตลาดซื้อขายออนไลน์คึกคัก หลังคนใช้โซเชียลฯ เฉียด 30 ล้านคน เปิดสถิตินำเข้า "มือถือ-สมาร์ทโฟน" ในไทย 3 เดือน พุ่ง 5 ล้านเครื่อง คาดปีนี้ยอดนำเข้าจะเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 100% ดันยอดโฆษณาออนไลน์พุ่งตาม ประเมินปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 40% มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท
ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้คนลดลง ทว่าในตลาดการซื้อขายออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ กลับมีกระแสคึกคักในช่วงนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านช่องทางมือถือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยคำนึงถึงความสะดวก รวดเร็ว และที่สำคัญราคาถูก โดยผ่านโปรแกรมโซเชียล เน็ตเวิร์ค ที่ใช้อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
เอ็มคอมเมิร์ซ โต 100%
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และกรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ราคูเท็น ตลาดดอทคอม กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่น่าจับตาดูเป็นอย่างยิ่งสำหรับวงการอีคอมเมิร์ซไทย โดยเฉพาะจำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรกผ่านทางโทรศัพท์มือถือมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริการชอปปิงออนไลน์มีแนวโน้มดีขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่ก็สามารถเข้าถึงอีคอมเมิร์ซได้ง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ๆ ที่เป็นเคยเป็นผู้บริโภคมาก่อนก็หันมาใช้ช่องทางออนไลน์ทำธุรกิจของตัวเอง (ซีทูซี) ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มนี้มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว หากแต่เมื่อมีช่องทาง และแพลตฟอร์มที่อำนวยความสะดวกที่หลากหลาย กลุ่มนี้ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น
ทั้งนี้ เทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมมากขณะนี้ คือ การค้าผ่านมือถือ หรือ เอ็มคอมเมิร์ซที่โตขึ้นเป็น 100% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยปัจจุบันยอดขายสมาร์ทโฟนคิดเป็นครึ่งหนึ่งของยอดขายโทรศัพท์มือถือในไทย และเป็นปีที่มือถือกลายเป็นช่องทางหลักของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้คน โดยประเมินว่า จะมีเม็ดเงินสะพัดการซื้อขายสินค้าออนไลน์เฉพาะผ่านโทรศัพท์มือถือต่อวันไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ เอ็มคอมเมิร์ซจะเป็นช่องทางหลักในการซื้อขายออนไลน์
ขณะที่ โมบายแชทและโซเชียลมีเดีย กลายเป็นช่องทางช่วยร้านค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นทางมือถือกำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยเป็นอย่างมาก ทำให้บรรดาร้านค้าผู้ประกอบการต่างหันมาใช้เป็นพื้นที่ในการประชาสัมพันธ์สินค้า รวมทั้งซื้อขายสินค้าด้วย เช่นเดียวกับช่องทาง โซเชียล เน็ตเวิร์คอื่นๆ ที่คนหันมาใช้ช่องทางนี้เพื่อสร้างรายได้ เพราะไม่ต้องเสียต้นทุนใดๆ นอกจากค่าบริการโทรศัพท์ที่ต้องจ่ายทุกเดือนอยู่แล้ว ทำให้เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมทั้งในหมู่คนที่จะนำสินค้ามาขาย และคนที่เข้ามาซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ ก็มีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
"ตอนนี้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากกว่า 30 ล้านแล้ว จำนวนคนใช้โซเชียล เน็ตเวิร์คในไทยก็ที่เพิ่มขึ้นตามอย่างรวดเร็ว จนถึงปัจจุบันมีมากกว่า 27-28 ล้านคน โดยเฉพาะในเฟซบุ๊ค ไลน์ และ อินสตาแกรม เป็นช่องทางขายสินค้าที่น่าสนใจ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มซีทูซี ที่เข้าไปใช้ช่องทางนี้ค้าขาย ซึ่งขายกันในระดับหมื่นบาทถึงแสนบาทต่อวัน การซื้อขายผ่านโซเชียลขณะนี้ คิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของภาพรวมอีคอมเมิร์ซทั้งหมด"
นายภาวุธ กล่าวว่า ปีนี้ภาพรวมของอีคอมเมิร์ซปีนี้ทั้งซื้อผ่านพีซี และมือถือนั้น เม็ดเงินซื้อขายจะเติบโตอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 30-35% โดยตัวเลขเมื่อปี 2554-2555 การซื้อขายสินค้าออนไลน์ในกลุ่ม บีทูซี มีมูลค่ามากกว่า 1.2 แสนล้านบาท ปัจจัยเติบโตมาจาก ตลาดมือถือที่ขยายตัวสูงมาก การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และขยายไปยังกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือกลุ่มคนคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงเครือข่าย 3จี และ 4จี ที่เป็นอินฟราสตรัคเจอร์สำคัญในการผลักดันธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตได้เร็วขึ้น
ยอดนำเข้ามือถือพุ่ง
ขณะที่ สถิติการนำเข้าสมาร์ทโฟน แทบเล็ตของประเทศไทยยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุว่าไตรมาสแรกของปี 2557 (ม.ค.-มี.ค.) ประเทศไทยนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และแทบเล็ตจำนวน 258 รุ่น รวมเป็น 5,209,422 เครื่อง
ข้อมูลของ กสทช.มีรายละเอียดด้วยว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ และแทบเล็ตรุ่นที่ได้รับความนิยมและนำเข้ามาในปี 2557 มี 567,750 เครื่อง เช่น ไอโฟน 5เอส, ไอแพด แอร์, ไอแพด มินิ, ซัมซุง กาแล็กซี่ เอส 5, ซัมซุง กาแล็กซี่ โน้ต 3 และ โนเกีย ลูเมีย 920
การเก็บตัวเลขของ กสทช.ยังบ่งชี้แนวโน้มการเติบโตของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่และแทบเล็ตของประเทศไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2556 โดยเพิ่งผ่านไปได้ 3 เดือนมียอดการนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และแทบเล็ตถึง 5,209,422 เครื่อง ขณะที่ข้อมูลการนำเข้าของปี 2556 ทั้งปีอยู่ที่จำนวน 10,667,477 เครื่อง ซึ่งปีนี้คาดว่าอัตราการเติบโตมากกว่า 100%
โดยเป็นผลมาจากการขยายพื้นที่ให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ หรือ 3จีใหม่ ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งผลให้ผู้บริโภคโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้บริการด้านข้อมูลผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตมากขึ้น และปัจจุบันมียอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งประเทศประมาณ 101 ล้านเลขหมายแล้ว
นายภาวุธ กล่าวด้วยว่า สมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่อยู่ติดตัวผู้คนมากขึ้นๆ ดังนั้น หากผู้คนต้องการหาข้อมูลของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อมักใช้สมาร์ทโฟนค้นหา โดยยกตัวอย่างร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ราคูเท็น ตลาดดอทคอม ปัจจุบันมียอดการเข้าชมผ่านมือถือถึง 53% จากยอดการเข้าชมเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. 2557
ดันโฆษณาออนไลน์ โต 40%
ขณะเดียวกัน ความนิยมของการใช้ โซเชียล เน็ตเวิร์ค และการซื้อขายออนไลน์ยังเป็นปัจจัยสำคัญ ดันให้อุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
นายสรนัฐ อุนะพำนัก รองประธาน บริษัท ดิจิทัล ฮับ จำกัด ดิจิทัล เอเยนซี ในเครือโอสถสภา กล่าวว่า ตลาดโฆษณาออนไลน์ไทยปีนี้เทียบกับปี 2556 จะเติบโตขึ้นอีก 40% มูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.5% ของตลาดรวมโฆษณา
ปัจจัยสำคัญมาจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น การใช้สมาร์ทโฟนแพร่หลาย ราคาถูกลง ขณะเดียวกันพฤติกรรมบริโภคสื่อของคนไทยเปลี่ยนไปรับสื่อออนไลน์มากขึ้น ทั้งจากพีซีและอุปกรณ์มือถือ คาดด้วยว่าตลาดจะยิ่งเติบโตมากขึ้นหากภาครัฐพัฒนาอินฟราสตรัคเจอร์ของประเทศให้มีศักยภาพ
“ตลาดยังคงเติบโตแบบก้าวกระโดดและต่อเนื่อง ที่น่าสนใจฐานการใช้งานเริ่มกว้างขึ้นตั้งแต่เด็ก เยาวชน วัยทำงาน ทั้งกำลังขยายเข้าสู่กลุ่มผู้สูงอายุหรือที่เกษียณไปแล้ว”
อย่างไรก็ดี สัดส่วนของการใช้งบประมาณส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบแบนเนอร์ 41% ระบบค้นหาหรือกูเกิลเสิร์ช 15% โฆษณาบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค 10% ที่เหลืออื่นๆ กว่า 30% ด้านกลุ่มสินค้าและบริการยอดนิยมประกอบด้วยธุรกิจโทรคมนาคม อุปกรณ์โมบาย เครื่องสำอาง รถยนต์และอสังหาริมทรัพย์
ขณะนี้เม็ดเงินใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์ในไทย ยังน้อยมากเมื่อเทียบต่างประเทศ เช่น สหรัฐหรืออังกฤษที่มีสัดส่วนกว่า 40% ญี่ปุ่นและเกาหลีมีสัดส่วนที่ 10-20% คาดว่าไทยจะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงอีก 5 ปีข้างหน้า






