อากาศร้อนจัดดันยอดขายเครื่องปรับอากาศพุ่ง แอลจี-โตชิบา-เพาเวอร์บาย ปลื้มถ้วนหน้า ด้วยปริมาณการขาย1.6ล้านเครื่อง
อากาศร้อนจัดดันยอดขายเครื่องปรับอากาศพุ่ง “แอลจี-โตชิบา-เพาเวอร์บาย” ปลื้มถ้วนหน้า ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอุณหภูมิยิ่งสูง การแข่งขันยิ่งเข้มข้น คาดตลาดรวมขยายตัว 7.4% ด้วยปริมาณการขาย 1.6 ล้านเครื่อง
นายถกล นิยมไทย ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย การตลาด และบริการ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายเครื่องปรับอากาศโตชิบาในไตรมาสแรกเติบโตสูงถึง 50-60% หรือราว 1 หมื่นเครื่องเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยกำลังซื้อที่ชะลอตัวไม่ส่งผลต่อยอดขายเครื่องปรับอากาศของบริษัทเนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป็นระดับ B+ ขึ้นไป
ในปีนี้โตชิบาตั้งเป้าจำหน่ายจำนวน 2 หมื่นเครื่อง และภายใน 3 ปีจากนี้จะมีส่วนแบ่งการตลาด 10% และมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น 10%
ด้านนายอลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อิเลคทรินิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงยอดขายเครื่องปรับอากาศในช่วงไตรมาสแรกของแอลจีว่า เติบโตประมาณ 5% โดยคาดการณ์ว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนช้าประมาณ 1 เดือน ประกอบกับกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวจะส่งผลให้ตลาดครึ่งปีแรกติดลบ 10% ทั้งนี้แอลจีได้ตั้งเป้ารายได้ของปีนี้จะเติบโตราว 12-15% คิดเป็นมูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท
นางสอางทิพย์ อมรฉัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด เปิดเผยถึงยอดขายเครื่องปรับอากาศช่วงไตรมาสแรกเติบโตเพียง 1-2% เพราะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนช้า รวมถึงกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าตลาดรวมเครื่องปรับอากาศปีนี้ยังคงเติบโตประมาณ 5-6%
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า อุณหภูมิที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ตลาดเครื่องปรับอากาศมีการแข่งขันอย่างเข้มข้น ทั้งแบรนด์ผู้ผลิตคนไทย ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน
ขณะที่สถานการณ์ในการแข่งขันปีนี้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่ใช้กลยุทธ์ด้านราคาเหมือนปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสูงขึ้น ทางตรงข้ามผู้ผลิตก็ไม่สามารถเพิ่มราคาได้เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว จึงหันมาชูจุดเด่นด้านนวัตกรรม ทั้งด้านสุขภาพ การประหยัดพลังงาน และความสะดวกสบาย เช่น ระบบฟอกอากาศในตัว ระบบฆ่าเชื้อโรค ประหยัดพลังงาน การสั่งงานเปิดปิดเครื่องด้วยเสียง เป็นต้น
และคาดการณ์ว่า ตลาดเครื่องปรับอากาศปี 2557 จะมีมูลค่าประมาณ 26,000 ล้านบาท หรือมีมูลค่าขยายตัว 7.4% และมีปริมาณการจำหน่าย 1.6 ล้านเครื่อง หรือขยายตัว 5.4% อย่างไรก็ดีตัวเลขการขยายตัวอาจสูงขึ้นหากปัจจัยทางการเมืองคลี่คลาย เศรษฐกิจสามารถปรับตัวดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทยอยกลับคืนมา และอสังหาริมทรัพย์กลับมาฟื้นตัว









