โตเกียวมารีนประกันชีวิต ประเมินภาพรวมธุรกิจประกันไตรมาสแรก เบี้ยลดลงเกือบทุกบริษัท เป็นผลกระทบจากการเมืองไม่นิ่งเศรษฐกิจไม่ดี
นายสมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมของธุรกิจประกันชีวิต ยอมรับไตรมาสแรกปีนี้ เบี้ยประกันเกือบทุกบริษัทปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยการเมือง และเศรษฐกิจ
เขาเพิ่มเติมว่าแม้กระทั่งบริษัทประกันขนาดใหญ่ ก็ยังมีอัตราการเติบโตที่ลดลงด้วยเช่นกัน เนื่องจากประชาชนไม่อยู่ในอารมณ์จับจ่ายใช้สอย จึงต้องการให้การเมืองสงบ และนิ่ง เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ประชาชนเกิดความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งการเมืองที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ควรจะเห็นกับประเทศชาติ และเห็นกับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้แล้ว เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
ในส่วนของภาคธุรกิจประกันเอง ก็ยังต้องการเห็นรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยภาวะโดยรวมไม่เอื้ออำนวย จึงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก บวกกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ทุกบริษัท ต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม เพราะในตลาดมีคู่แข่งขันมากขึ้น รวมทั้งมีช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ที่มาแรงในขณะนี้
สำหรับโตเกียวมารีนประกันชีวิต(ประเทศไทย) ยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจในปีนี้โดยยังคงเป้าหมายเบี้ยประกันรับรวมเอาไว้ที่ 2,700 ล้านบาท เติบโต 45% แบ่งเป็นเบี้ยประกันปีแรก 900 ล้านบาท และ เบี้ยปีต่ออายุเอาไว้ที่ 1,800 ล้านบาท
“หากทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายลดเป้าหมาย แต่ทั้งนี้ต้องรอดูสิ้นไตรมาส2ก่อนว่าทิศทางการเมือง ทิศทางเศรษฐกิจ
ทิศทางกำลังซื้อของประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไป”
โดยผลการดำเนินงานบริษัทไตรมาสแรกปีนี้ สามารถผลิตผลงานได้ประมาณ 500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 42% แบ่งเป็นเบี้ยประกันปีแรก 110 ล้านบาท เติบโต15.22% เบี้ยประกันปีต่ออายุกว่า 389 ล้านบาท เติบโต 52.37% ส่งผลให้โครงสร้างเบี้ยประกัน 60% ยังเป็นเบี้ยประกันจากผลิตภัณฑ์บำนาญเป็นหลัก ที่เหลืออีก 40%เป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบคุ้มครอง แบบออมทรัพย์ และแบบสุขภาพ และเชื่อว่าโครงสร้างเบี้ยประกันจากแบบประกันก็จะเป็นลักษณะนี้ถึงสิ้นปี
เขา ระบุว่า ธุรกิจประกันชีวิต ในขณะนี้ยอมรับว่าตัวแทนต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม ต้องคุยกับลูกค้ามากกว่าเดิม แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมือง และเศรษฐกิจไทยมีปัญหา แต่ในด้านของประชาชนก็ยังต้องมีหลักประกันเอาไว้ โดยเฉพาะสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับรัฐบาลยังไม่มีนโยบายให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
แม้ว่าก่อนหน้านี้ได้มีโครงการกองทุนเงินออมแห่งชาติ แต่ปัจจุบันเท่าที่ทราบกองทุนดังกล่าวไม่มีเงินมาสนับสนุน ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับสังคมไทย
สำหรับ โตเกียวมารีน นโยบายหลักยังให้น้ำหนักกับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญ เพราะได้รุกตลาดมาเป็นเวลา3 ปีแล้ว โดยใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากคู่แข่ง ที่มีความชำนาญกว่า ผลิตภัณฑ์บำนาญที่มีความหลากหลายกว่าคู่แข่ง และชี้ให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของประกันชีวิตแบบบำนาญที่แท้จริง






