วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมือง'ยืดเยื้อ'ครึ่งปีหลังฉุดเครดิต

"มูดี้ส์" เตือนการเมืองไทยยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ประเมินผลกระทบยาวนานกว่าครึ่งปี ฉุดจีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 3%

มูดี้ส์ เตือนการเมืองไทยยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง เสี่ยงถูกหั่นเครดิต ประเมินผลกระทบยาวนานกว่าครึ่งปี ฉุดจีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 3% ขณะที่ ธปท. เตรียมปรับประมาณการอีกรอบ อาจโตไม่ถึง 2.7% เหตุงบปี 2558 ล่าช้า ส่งผลกระทบลงทุนภาครัฐ-เอกชน ทั้งทางตรงและอ้อม

บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ กล่าวเตือนอีกครั้งว่าความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง จะส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ และเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้กล่าวเตือนในประเด็นเดียวกัน แต่ยังไม่มีรายใดปรับลดอันดับเครดิตของไทย ยกเว้น บริษัท เจแปน เครดิต เรตติ้ง เอเจนซี (เจซีอาร์) ของ ญี่ปุ่น ที่ปรับแนวโน้มเครดิตของไทย จาก "เสถียรภาพ" เป็น "เชิงลบ"

มูดี้ส์ ย้ำว่า หากภาวะชะงักงันทางการเมืองของไทย ยังคงดำเนินต่อไป จนเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง หรือ ถ้าหากความขัดแย้งทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบเป็นเวลายาวนานต่อภาคการท่องเที่ยวหรือภาคการผลิต สถานการณ์เช่นนี้ก็จะส่งผลลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ

บทสรุปของ มูดี้ส์ ในครั้งนี้ ปรากฏในรายงาน "Credit Analysis : Thailand, Government of" ซึ่งถือเป็นการปรับข้อมูลให้ทันสมัยสำหรับนักลงทุน และไม่ถือเป็นการดำเนินการด้านอันดับความน่าเชื่อถือ

มูดี้ส์ ระบุอีกว่า การเพิ่มขึ้นอย่างมากของต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล การที่ดุลการชำระเงินมีสถานะถดถอยอย่างรุนแรง และการที่ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของรัฐบาลลดลงเป็นอย่างมาก ก็จะเป็นปัจจัยลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือเช่นกัน

"แม้ว่าขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าไทยจะจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อใด แต่ มูดี้ส์ ก็ระบุว่า การประท้วงต่อต้านรัฐบาล และภาวะชะงักงันทางการเมืองที่เกิดขึ้นตามมา ก็ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่จะทำให้ มูดี้ส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ถึงแม้ว่าปัจจัยดังกล่าวส่งผลลบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ"

ทั้งนี้ มูดี้ส์ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อของไทยเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา โดยยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลของประเทศไทย ที่ระดับ Baa1 และแนวโน้มความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

แต่เตือนว่า มีปัจจัยที่อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ คือ (1) เหตุการณ์ทางการเมืองที่หาข้อสรุปไม่ได้และยืดเยื้อไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2557 (2) ความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น หรือมีการขยายตัวอย่างมากไม่ว่าจะในกรุงเทพมหานครหรือนอกเขต (3) การชุมนุมที่รุนแรงขึ้นและมุ่งเป้าหมายให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ หรือก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาวต่อภาคการท่องเที่ยวและการผลิต (4) การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนในการระดมทุนของรัฐบาล ที่เป็นผลจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ หรือการขาดวินัยทางการคลัง และ (5) การถดถอยลงอย่างรุนแรงของดุลการชำระเงินและการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของรัฐบาล

ดังนั้น บทสรุปในรายงานดังกล่าวจึงตอกย้ำให้เห็นปัจจัยเสี่ยงที่เคยเตือนมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาองค์ประกอบด้านอันดับความน่าเชื่อถือของไทยยังคงอยู่ในสถานะที่ดีในหลายๆ แง่มุม เมื่อเทียบกับประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน

ชี้การเมืองขัดแย้งเป็นปัญหาใหญ่

มูดี้ส์ ระบุอีกว่า ได้พิจารณา 4 ประเด็นเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง คือ ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความแข็งแกร่งทางสถาบัน ความแข็งแกร่งทางการเงินของรัฐบาล และความเปราะบางต่อเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยง

รายงานฉบับใหม่นี้ตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์ทางการเมืองในไทยที่มีการแบ่งขั้วกันอย่างรุนแรง ถือเป็นปัญหาใหญ่ต่อความน่าเชื่อถือ และความเสี่ยงจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น ถือเป็นปัจจัยหลักที่กดดันอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในช่วงที่ผ่านมาและในปัจจุบัน

คาดแนวโน้มจีดีพี โตต่ำกว่า 3%

รายงานฉบับนี้ ระบุว่า การประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนต.ค. ปีที่แล้ว กำลังส่งผลกระทบในทางลบต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยสำหรับปีนี้และปีหน้า และในอนาคตข้างหน้า ปัจจัยนี้อาจบั่นทอนความแข็งแกร่งด้านความน่าเชื่อถือของไทย

มูดี้ส์ ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าจะได้รับผลกระทบในทางลบ จากการลงทุนในภาครัฐและภาคเอกชนที่ประสบความล่าช้า และจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง โดยรายงานของ มูดี้ส์ ระบุว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทย มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำกว่า 3% โดยเฉลี่ยสำหรับทั้งปีนี้และปีหน้า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 3.8%

มูดี้ส์ คาดว่า ภาคธนาคารของไทยจะได้รับแรงกดดันตามวัฏจักร โดยถูกกระทบจากเศรษฐกิจมหภาค และจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ยังคงยืดเยื้อต่อไป ขณะที่ มูดี้ส์ คาดการณ์ว่า สินเชื่อจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาก ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์บางประเภทถดถอยลง

ชี้เลิกประชานิยมเป็นผลบวก

อย่างไรก็ดี รายงานของ มูดี้ส์ ระบุว่า ความแข็งแกร่งที่เป็นแกนหลักของไทย คือ ความสามารถของรัฐบาลไทยในการบริหารจัดการหนี้นั้น มาจากการบริหารนโยบายหนี้และการเงินแบบเชิงรุกและน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ความเปราะบางภายนอกยังถูกจำกัดจากทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่ระดับสูง เมื่อเทียบกับการชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น

รายงานยังเสริมว่า ขณะที่ไม่มีแนวโน้มว่า มูดี้ส์ จะปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ทางการเมืองในไทย แต่ความคืบหน้าในการทำให้สถานะทางการคลังของภาครัฐแข็งแกร่งขึ้นนั้น ซึ่งจะรวมถึงการลดยอดขาดดุลงบประมาณ และลดการใช้จ่ายนอกงบประมาณ รวมทั้งการจำกัดภาระทางการคลังในอนาคต ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรการประชานิยมนั้น จะเป็นผลบวกต่ออันดับความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ การปรับตัวดีขึ้นของบรรยากาศทางการเมืองและระบบธรรมาภิบาลที่สนับสนุนเสถียรภาพในระยะยาวและประสิทธิภาพของรัฐบาล ก็จะเป็นผลบวกต่ออันดับความน่าเชื่อถือเช่นกัน

ธปท.ชี้ไม่มีอะไรใหม่-เคยเตือนมาแล้ว

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เท่าที่ติดตามข่าวจากมูดี้ส์ ยังมีมุมมองเชิงเศรษฐกิจของไทยในระดับที่มีเสถียรภาพ และยังกล่าวชมการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ด้วยว่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในการดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน

"ความกังวลเรื่องปัญหาการเมืองนั้น ก็เป็นสิ่งที่ มูดี้ส์ เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว จึงมองว่าไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่"

ธปท.ชี้เศรษฐกิจอาจต่ำกว่า 2.7%

นางรุ่ง กล่าวว่า ขณะนี้ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าการจัดทำงบประมาณปี 2558 ของภาครัฐคงล่าช้ากว่ากำหนดออกไปอย่างน้อย 5-6 เดือน ซึ่งทำให้การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบที่ผ่านมา (23 เม.ย.) มีการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ อาจเติบโตน้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 2.7%

"หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ออกมาพูดค่อนข้างชัดแล้วว่า แผนจัดทำงบประมาณปี 2558 คงล่าช้าออกไป 5-6 เดือน หรือราว 2 ไตรมาส ทำให้เราอาจต้องปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจใหม่ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นความล่าช้าที่มากกว่าที่คาดเอาไว้ เดิมเราคาดว่าจะล่าช้าประมาณ 1 ไตรมาส" นางรุ่งกล่าว

งบล่าช้ากระทบทางตรง-อ้อม

สำหรับผลกระทบคงมีทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรง คือ การใช้จ่ายของภาครัฐคงมีน้อยกว่าคาด และจะล่าช้าออกไปจากเดิม ซึ่งความล่าช้าตรงนี้ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการลงทุนของภาคเอกชน ที่เวลานี้กำลังรอการลงทุนของภาครัฐอยู่ ดังนั้นยิ่งการใช้จ่ายของภาครัฐล่าช้าออกไป ผลกระทบตรงนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้น

"ผลโดยอ้อมก็ถือว่ามีความสำคัญ เพราะตอนนี้เอกชนเองเขาก็รีๆ รอๆ การลงทุนของภาครัฐอยู่ เมื่อการลงทุนภาครัฐมีความล่าช้า ก็ทำให้การลงทุนภาคเอกชนล่าช้าตามไปด้วย ทำให้เรามองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ คงต่ำกว่า 2.7%" นางรุ่ง กล่าว

ส่วนเม็ดเงินของรัฐบาล ที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในเวลานี้ ยังคงมีอัตราการเติบโตอยู่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพียงแต่อัตราการเบิกจ่ายถือว่ามีสัดส่วนที่ต่ำลงบ้าง โดยล่าสุดในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2557 มีสัดส่วนการเบิกจ่ายที่ 49.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 50.5% สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงกระตุ้นจากการเบิกจ่ายของภาครัฐ เพียงแต่อาจจะน้อยกว่าที่คาดเอาไว้บ้าง

ลงทุนใหม่เพื่อส่งออกไม่มาก

สำหรับการลงทุนของผู้ประกอบการกลุ่มส่งออก ซึ่งน่าจะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นนั้น นางรุ่งกล่าวว่า อาจมีบ้าง แต่คงไม่ได้มากนัก เพราะว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีการลงทุนไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะช่วงก่อนหน้านี้ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ผู้ประกอบการเหล่านี้ก็อาศัยจังหวะดังกล่าวในการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิต ดังนั้น การลงทุนใหม่ๆ จึงอาจไม่ได้มีเพิ่มมากนัก และเศรษฐกิจโลกถึงแม้จะฟื้นตัว แต่ก็ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

นางรุ่ง ยอมรับว่า การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม (CLMV) เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยจะเห็นว่าตลาดดังกล่าวเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นกับการส่งออกของไทย ซึ่งล่าสุดมีสัดส่วนการส่งออกเพิ่มประมาณ 8% ของสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด โดยขึ้นมาอยู่ใกล้เคียงกับประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ขณะที่การส่งออกโดยรวม ยังคงประเมินตัวเลขการเติบโตในปีนี้ ที่ 4.5%

คาดเงินเฟ้อขยับในวงจำกัด

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อนั้น นางรุ่งกล่าวว่า ระยะข้างหน้ามีโอกาสที่จะเห็นเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นได้อยู่ แต่เชื่อว่าเป็นปัจจัยแค่ระยะสั้น ซึ่งเกิดจากการปรับขึ้นของราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ได้ทยอยปรับขึ้นเดือนละ 0.5 บาทต่อกิโลกรัม โดยเริ่มตั้งแต่เดือนก.ย. 2556 และจะสิ้นสุดในเดือนส.ค. 2557

นางรุ่ง กล่าวว่า การปรับเพิ่มของราคาก๊าซดังกล่าว ทำให้ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังไม่เห็นการส่งผ่านของการปรับขึ้นราคาอาหารสำเร็จรูปที่ไปยังสินค้าหมวดอื่นๆ ทำให้มองว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในวงจำกัด จึงมองว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ น่าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และไม่น่าจะเกินกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานของ ธปท. ที่ 0.5-3%