วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอ็มลิ้งค์ขยับหุ้นลบภาพการเมือง

หุ้นใหญ่เอ็มลิ้งค์เปลี่ยนมือ ดัน เอ็มแอดวานซ์ โฮลดิ้งขึ้น ถือหุ้นใหญ่แทนกลุ่มใกล้ชิดการเมือง "ประสิทธิ" ยันไม่ใช่แหล่งทุนการเมือง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า สัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น มีการเปลี่ยนแปลง จากปิดสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่า บริษัทเอ็ม แคปปิตอล โฮลดิ้ง ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ถือหุ้น 40.94 ล้านหุ้น หรือ 7.58% ลดลงจากการปิดสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นครั้งก่อนที่ ถือหุ้น 152.45 ล้านหุ้น หรือ 28.23%

นอกจากนี้ ยังปรากฏชื่อ บริษัท เอ็ม แอดวานซ์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งมีน.ส.ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ร่วมเป็นกรรมการเข้ามาถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 โดยถือหุ้น 30.81 ล้านหุ้น หรือ 5.71% และบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) เข้ามาถือหุ้น 25 ล้านหุ้น หรือ 4.63% เป็นอันดับ 3

ขณะเดียวกัน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ได้ขายหุ้นออกไปทั้งหมด 54.23 ล้านหุ้น หรือ 10.04% และนายรัตนพล วงศ์นภาจันทร์ กรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเออี (ประเทศไทย) ผู้ถือหุ้นอันดับ 6 ขายหุ้นออกไปทั้งหมด 6 ล้านหุ้น หรือ 1.11% เช่นกัน

นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า บริษัท เอ็มลิ้งค์ นั้นไม่ใช่บริษัทที่เป็นแหล่งทุนการเมือง หรือการเข้ามาบริหารงานของตนก็ไม่ได้เข้ามาเพื่อบริหารพอร์ตลงทุนให้กับใคร โดยก่อนที่จะเข้ามารับงาน ได้มีการพูดคุยกับบริษัทชัดเจนถึงขอบเขตการทำงานทั้งหมด ซึ่งเงื่อนไขก่อนที่เข้ารับตำแหน่งคือ บริษัทต้องมีธรรมาภิบาล และปรับปรุงทุกอย่างให้เป็นระบบมากขึ้น

"ผมมีความสนใจในธุรกิจไอที และพลังงาน หากมีโอกาสที่จะเข้ามาในธุรกิจดังกล่าว นับว่าเป็นโอกาสดี ที่จะได้เรียนรู้งานและแสดงความเป็นมืออาชีพ หลังจากรับตำแหน่งช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ผมเข้ามาจัดระบบต่างๆ ของบริษัทให้มีความเพียบพร้อมมากขึ้น และการจัดการเรื่องสต็อกสินค้า จัดทำระบบบัญชีใหม่ ทำให้ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้อาจไม่เติบโตนัก เพราะเป็นช่วงแรกที่เข้ามาดำเนินงาน"

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของบริษัท น่าจะเริ่มมีให้เห็นในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป และเชื่อมั่นปีนี้จะมีกำไรได้ โดยมองรายได้ปีนี้จะอยู่ที่ 4,800-5,000 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20% มาจากการขายสินค้าเดิมของบริษัท 80% และสินค้าชนิดใหม่ที่จะเข้ามาขายเพิ่มขึ้นอีก 20% โดยบริษัทยังมีแผนจะนำเอากล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลเข้ามาจำหน่าย โดยตั้งเป้าจำหน่ายให้ได้ 3 ล้านกล่องในปีนี้

ส่งผลให้ในระยะต่อไป สัดส่วนรายได้จากการขายสินค้าใหม่ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการเติบโตกำไรสุทธิ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้ โดยน่าจะเติบโตในระดับ 20% เช่นกัน

ส่วนการขาดทุนสะสมของบริษัทที่มีอยู่ประมาณ 800 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถล้างหนี้ดังกล่าวในระยะเวลา 3 ปี จากกรอบเวลาทั้งหมด 5 ปี และจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในปี 2558

นอกจากนี้บริษัทยังแผน ที่จะนำบริษัทลูกอย่างบริษัท เอ็มซีด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเกม เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมองว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนได้ในช่วงปลายปี 2558