การเมืองปัจจัยหลัก-ส่อลากยาวไตรมาส2 แบงก์ชาติชี้ศก.ชะลอเกินคาด 'กิตติรัตน์'ห่วงจีดีพีติดลบ-ถูกหั่นเครดิต คาดตั้งรัฐบาลเร็วสุดเดือนก.ย.
กนง. มีมติ 6 ต่อ 1 คงดอกเบี้ย 2% ยอมรับเศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูงขึ้น จาก"การเมือง" ไม่ใช่ภาวะการเงิน ประเมินไตรมาสแรกหดตัวมากกว่าคาด หวั่นลากยาวถึงไตรมาส 2 รับประเมินการเมืองยาก หวังจบโดยเร็ว เศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะนักวิเคราะห์ชี้เป็นผลจากภาวะไร้รัฐบาล
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมวานนี้ (23 เม.ย.) มีมติด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 1 เห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ซึ่งเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์และสำนักวิจัยส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ขณะที่อีก 1 เสียงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง.กล่าวว่า สาเหตุที่คณะกรรมการ กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% เนื่องจากมองว่า เศรษฐกิจไทยแม้มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่มาจากปัจจัยการเมืองเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากภาวะการเงิน ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันเป็นระดับที่ผ่อนปรนเพียงพอในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว กนง. เสียงส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม
ส่วน กนง. อีก 1 เสียง เห็นควรให้ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในการสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แม้ กนง. จะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% แต่จะยังติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเงินของไทยอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อไป เพื่อรักษาแรงสนับสนุนต่อเศรษฐกิจให้เพียงพอ
“เศรษฐกิจในปัจจุบัน มีผลกระทบจากการเมือง ขณะนี้พื้นที่ของนโยบายการเงินก็ลดลงไปเรื่อยๆ อยู่ในระดับที่ต่ำ จึงต้องระวังในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ความต่อเนื่องก็ควรต้องมี ขณะเดียวกันต้องตระหนักถึงความเสี่ยงและผลข้างเคียงของเสถียรภาพในระยะยาวด้วย ทั้งหมดนี้เป็นที่มาที่ทำให้ กนง. ต้องชั่งน้ำหนักในการดำเนินนโยบายการเงิน” นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจนั้น กนง.มองว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามเศรษฐกิจประเทศหลัก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลง โดยเศรษฐกิจจีนชะลอลงจากการลงทุนและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภาคการเงิน ขณะที่การส่งออกได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลักที่ชัดเจนขึ้น
ศก.ไตรมาส1-2 ส่อหดตัวแรง
นายไพบูลย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2557 มีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ จากอุปสงค์ในประเทศ การลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง การส่งออกสินค้าค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ไม่สามารถชดเชยการหดตัวดังกล่าวได้
“ในระยะต่อไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยการเมืองเป็นสำคัญ โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่าประมาณการเดิม และมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออก ส่วนแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้” นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับคำถามที่ว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 มีโอกาสหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ด้วยใช่หรือไม่ ซึ่ง นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ขึ้นกับหลายปัจจัยที่มีเข้ามา เพียงแต่ยังต้องขึ้นกับปัจจัยทางเศรษฐกิจในหลายๆ ด้านประกอบกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ทางด้านการเมือง
“ ยังไม่ชัดเจน โดยขึ้นกับปัจจัยหลายๆ ปัจจัย แต่ในขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนนัก คงต้องรอการแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งหน้าก่อน”นายไพบูลย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ ธปท. เริ่มไม่แน่ใจว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2557 จะหดตัวลงหรือไม่ เพราะว่าก่อนหน้านี้ ธปท. มีมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 มาโดยตลอดว่าจะเติบโตได้เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก และทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession)
ก่อนหน้านี้ กนง. ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในรายงานนโยบายการเงินเมื่อเดือนมี.ค. 2557 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2557 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าประมาณการเดิมมากโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี เนื่องจากแรงส่งของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ต่ำกว่าที่คาดไว้ และประเมินว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายได้ภายในกลางปีนี้ เศรษฐกิจในปี 2558 มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวใกล้เคียงระดับปกติ
มั่นใจทั้งปีจีดีพียังขยายตัวได้
อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ ยังเชื่อว่า ถ้าดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี ยังคงขยายตัวได้อยู่ เพียงแต่จะต่ำกว่าประมาณการเดิมซึ่งเคยประเมินไว้ที่ 2.7% ส่วนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ เพราะยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยาก
หากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายในทิศทางที่ชัดเจนและเบ็ดเสร็จ ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว สะท้อนจากสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
“ตอบยากว่า การเมืองจบเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็วแค่ไหน เพราะต้องขึ้นกับว่าจบแบบเบ็ดเสร็จหรือไม่ และเป็นที่ยอมรับกันมากน้อยแค่ไหน ถ้าคลี่คลายในทางที่ดี ทุกฝ่ายยอมรับ โดยเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย กรณีนี้ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้เร็ว เพราะจากอดีตที่ผ่านมาก็สะท้อนไปในทางนั้น”
สำหรับการลดดอกเบี้ย 0.25%ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา (12 มี.ค.) นั้น เท่าที่ ธปท. สำรวจการส่งผ่านก็พบว่า ธนาคารพาณิชย์มีการตอบสนองที่ดี ลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากลงตาม ส่งผลต่อต้นทุนการเงินของภาคเอกชนและประชาชน แต่ กนง. ยังยืนยันว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ได้เป็นผลจากต้นทุนการเงินมากนัก แต่มาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง มากกว่าที่จะเป็นเรื่องดอกเบี้ยที่สูงหรือต่ำ
'กิตติรัตน์'ผวาเศรษฐกิจไทยติดลบ
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าขณะนี้รัฐบาลมีความเป็นห่วงจีดีพี ในปี 2557 มีแนวโน้มจะขยายตัวได้จำกัด ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก
"เพราะทุกๆ 1% ที่จีดีพีลดลงคิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจประมาณ 1.2 แสนล้านบาท"
จากที่สำนักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจเคยประเมินไว้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว 4-5%แต่จนถึงปัจจุบันแต่ละสำนักก็ได้ปรับลดการคาดการณ์ลงมา เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่าจะขยายตัว 2.6% ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 2.7% ขณะที่ธนาคารโลก ล่าสุดแม้จะประเมินให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.5%
“ขณะนี้แทบทุกประเทศในอาเซียนคาดหวังว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัว5 % ทั้งสิ้น แต่ประเทศไทยกำลังพูดถึงจีดีพี 2.5 -2.7%และ บางสำนักให้ขยายตัว 1% บางคนพูดว่าขอให้เป็นบวกก็บุญแล้ว แสดงว่าโอกาสติดลบก็ยังมี ผมก็อยากถามว่าทำไมประเทศไทยต้องเผชิญเช่นนี้ ”นายกิตติรัตน์กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าหากตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดกรอบจัดการเลือกตั้งช่วงปลายเดือนก.ค. และคาดว่าจะได้รัฐบาลมาบริหารประเทศเร็วที่สุดในเดือนก.ย. จากนั้นจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 และเริ่มใช้ได้ปลายเดือนมี.ค. หรือต้นเดือนเม.ย. 2558 ซึ่งหมายความว่าการตั้งรัฐบาลล่าช้าเท่าไร ก็ส่งผลถึงการจัดทำและใช้งบประมาณในปีถัดไปล่าช้าไปด้วย
““สิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่นี้ น้อยครั้งที่จะได้ยิน รัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจพูดออกมาว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี หรือเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่วันนี้ต้องพูด เราต้องเผชิญความจริงและหากไม่ร่วมมือกันทำให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดก็ไม่รู้จะโทษใครได้"
นายกิตติรัตน์ ยังแสดงความเป็นห่วงถึงการจัดอันดับเครดิตของประเทศที่อาจถูกปรับลดลง เพราะแม้ว่า ขณะนี้ สถาบันจัดอันดับเครดิตมูดี้ส์ จะยังคงเครดิตประเทศไว้ที่ BAA1 ทั้งในส่วนของตราสารหนี้ในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่า ฐานะทางการเงินมีความแข็งแกร่ง แต่ก็มีความกังวลว่า การที่ไม่ได้รับการปรับเครดิตให้ดีขึ้น เป็นเพราะปัญหาการเมือง โดยมูดี้ส์ยังบอกด้วยว่า ในระยะ 12-18 เดือนนับจากนี้ แทบจะมองไม่เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น และ ยังมีความเสี่ยงที่เครดิตจะลดลง
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ศก.ชะงักเหตุไร้รัฐบาล
ด้าน นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า กนง.ที่มีมติให้คงดอกเบี้ย 2.0%เป็นไปตามคาดหมาย เพราะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ชัดเจนแล้วไม่ใช่เรื่องของนโยบายการเงินที่จะเข้าไปพยุงเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ที่ไม่กล้าลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจุบันภาวการณ์เศรษฐกิจไทยชะงักงัน ด้วยการที่ไม่มีรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลให้ภาคเอกชนไม่ชะลอการลงทุนไปอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลเสียกับภาวการณ์เติบโตของเศรษฐกิจไทยให้ถดถอยไปด้วย จึงถือว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะเวลานี้ มีเพียงการส่งออกบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง และหากปัญหาการเมืองยังไม่สามารถคลี่คลายได้โดยเร็ว จะส่งผลเสียต่อภาวะเศรษฐกิจอ่อนตัวรุนแรง






