วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Golblex : Market View : แนวต้าน 1,418-1,420

วันอังคารตลาดหุ้นไทยปิดบวก ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,415.05 จุด เพิ่มขึ้น 1.98 จุด(+0.14%)มูลค่าการซื้อขาย 27,469.17ล้านบาท

นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,886.68 ล้านบาท

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ทางฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็กฯ คาดมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ 1,385-1,420 (1,428) ปริมาณการซื้อขายยังเป็นสัญญาณลบ ส่งผลให้มีโอกาสเกิดแรงขายทำรอบระยะสั้น โดยมีแนวต้าน 1,418-1,420 หรือเข้าใกล้ 1,428 ในขณะที่ SET50 สร้างจุดสูงใหม่แต่ปิดตัวด้วยแท่งเทียนสีดำ แนวโน้มเป็นการปรับทดสอบSMA5วันที่ทำหน้าที่เส้นแนวรับขาขึ้น 957 ไม่ควรต่ำกว่าลงมา GFJ14 เก็งกำไรในกรอบ 19,660-19,900 GFM14 เก็งกำไรในกรอบ 19,790-19,970

กลยุทธ์ กลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่มีแรงซื้อผลักดันดัชนีเข้ามา แต่ปริมาณการซื้อขายที่ลดน้อยทำให้มุมมองด้านกลยุทธ์เป็นภาพระยะสั้น การปรับตัวลงเป็นจังหวะในการเข้าซื้อ KTBแนวรับ 18.40-18.30 กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง STEC CNT ITD ในขณะที่ตลาดยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจนกลุ่มพลังงาน คาดว่าแรงซื้อจะกลับเข้ามามากขึ้น TOP PTTGC PTT GLOW BANPU กลุ่มสื่อสาร ปรับตัวลงซื้อเก็งกำไร TRUE ADVANC หุ้นรายหลักทรัพย์ BKD UTP RPC ระยะกลาง ถือ

หุ้นแนะนำพิเศษ

KTB (ราคาปิด 18.60 ซื้อ เป้าหมาย 25.20) เป็นแบงก์รัฐทำให้ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การเพิ่มหน่วยงานดูแลลูกค้ากลุ่มธุรกิจขึ้นมาทำให้สินเชื่อยังเติบโตได้แม้สินเชื่อภาครัฐแผ่วลงจากการไม่มีรัฐบาลใหม่ กำไรสุทธิ 1Q57 อยู่ที่ 8,310 ล้านบาท ลดลง 3%YoY เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นเป็น 2.72% จาก 2.67% ใน 1Q56 สินเชื่อปลายไตรมาสแรกขยายตัว 3.25%YTD จากลูกค้าภาคเอกชนช่วยชดเชยสินเชื่อภาครัฐที่แผ่วลง สินเชื่อ NPL เพิ่มขึ้น 10%YoY ส่งผลให้ %NPL อยู่ที่ 2.87% จาก 2.58% เมื่อปลายปี 56 กำไร 1Q57 คิดเป็น 23% ของประมาณการทั้งปีที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ยังคงประมาณการตามเดิม เป็นหุ้น

หุ้นเด่นรายวัน

PTTEP (ปิด 158.50 ซื้อเป้าปี 57:185 บาท) ประกาศเข้าซื้อสินทรัพย์ของ HESS Thailand เพิ่มคาดหนุนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 4-5% PTTEP ประกาศเข้าซื้อสินทรัพย์ของ Hess ในประเทศไทยเพิ่มอีก 2 แหล่งคือคอนแทร็ค 4 และสินภูฮ่อม โดยการเข้าซื้อในครั้งนี้จะทำให้ PTTEP มีสัดส่วนการถือหุ้นในแหล่งคอนแทร็ค 4 เพิ่มขึ้นจาก 45% เป็น 60% และแหล่งสินภูฮ่อมเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 50% อีกทั้งจะเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมให้กับ PTTEP ประมาณ 17,000 BOED ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มกำไรสุทธิให้กับ PTTEP ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปีหรือคิดเป็น EPS ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 0.75 บาทต่อหุ้นคิดเป็นมูลค่าพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นประมาณ 7-8 บาทต่อหุ้น

KKP (ราคาปิด 44.75 ขาย) ผลประกอบการในช่วง 1Q57 อ่อนแอโดยมีกำไรสุทธิ 700 ล้านบาท ลดลง 41%YoY และ เพราะได้ผลกระทบจากตลาดทุนที่ซบเซา คุณภาพสินทรัพย์แย่ลงโดยมีอัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 3.8% เมื่อปลายปี 56 จาก NPL สินเชื่อเช่าซื้อรถเก่าที่เพิ่มขึ้นและการจัดชั้นลูกหนี้สินเชื่ออสังหาฯ ซึ่งคาดว่า consensus มีแนวโน้มจะปรับลดประมาณการลงอีก

AAV (ราคาปิด 3.94 ซื้อเก็งกำไร) รายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปิดตัวบริการ"ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์"สายการบินราคาประหยัดในเส้นทางบินระยะไกล ประเดิมเส้นทางบินตรงสู่เกาหลีใต้ทุกวัน

ปัจจัยบวก

+ธนาคารกลางสหรัฐสาขาริชมอนด์ ซึ่งครอบคลุมถึงธุรกิจในวอชิงตัน ดี.ซี. นอร์ธแคโรไลนา เซาธ์แคร์โรไลนา แมรีแลนด์ เวอร์จิเนีย และพื้นที่ส่วนใหญ่ของเวสต์ เวอร์จิเนียเปิดเผยว่า ดัชนีกิจกรรมภาคการผลิตเดือนเม.ย.ดีดตัวขึ้นมาสู่ระดับ 7 หลังจากที่อยู่ในภาวะหดตัวที่ -7 ในเดือนมี.ค. ดัชนีที่เป็นบวกแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภาคการผลิตยังมีการขยายตัว และดัชนีที่ติดลบบ่งชี้ถึงภาวะหดตัว สำหรับแนวโน้มในช่วง 6 เดือนข้างหน้านั้น แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ผลิตมีมุมมองบวกลดลงจากในเดือนมี.ค.

ปัจจัยลบ

-ปัจจัยการเมืองเป็นปัจจัยลบหลักของตลาดหุ้นไทย

-วานนี้พรรคประชาธิปัตย์ยกเลิกส่งตัวแทนเข้าร่วมเวทีการประชุมระหว่าง กกต.และพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อหารือกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ จึงมีเพียงตัวแทนจาก 58 พรรคเข้าร่วมหารือ

-กกต.ได้เสนอโมเดลกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 3 วัน ประกอบด้วย 1.วันที่ 20 ก.ค. 57 2.วันที่ 17 ส.ค. 57 และ 3.วันที่ 14 ก.ย.57 เพื่อให้หัวหน้าพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองได้พิจารณา โดยกำหนดกรอบเวลาใกล้ระยะ 60 วัน เป็นการเผื่อเวลาไว้เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้หากเกิดการติดขัด เพราะหากกำหนดกรอบเวลาน้อยกว่านั้นจะตึงจนเกินไป หากเกิดปัญหาจุดใดจุดหนึ่งก็จะส่งกระทบทั้งหมด

-เช้านี้ HSBC เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นของจีนในเดือนเม.ย.ขยับขึ้นแตะ 48.3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน จาก 48.0 ในเดือนมี.ค. อย่างไรก็ดี ดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคการผลิตของจีนยังคงหดตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ HSBC คาดว่าทางการจีนอาจดำเนินมาตรการใหม่ๆเพิ่มเติมในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และธนาคารกลางจีนจะยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอ

-สหรัฐเปิดเผยว่ายอดขายบ้านมือสองในเดือนมี.ค.ลดลง 0.2% สู่ระดับ 4.59 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2555 หรือในรอบ 20 เดือน แต่ยังดีกว่าคาดไว้ที่ราว 4.5 ล้านยูนิต ส่วนราคากลางของบ้านในเดือนมี.ค.ปรับตัวขึ้น 7.9%YoY แตะระดับ 198,500 ดอลลาร์ บ่งชี้ว่าตลาดบ้านมือสองได้รับผลกระทบจากราคาบ้านที่พุ่งสูงขึ้นและสภาพอากาศที่หนาวเย็น ขณะที่อุปทานที่อยู่อาศัยก็อยู่ในภาวะตึงตัว