"หอการค้าพม่า" เชื่ออีก 2 ปี อุปสรรคลงทุนลดลงหวังเปิดรับทุนนอก ขณะที่ บีโอไอ ระบุ พม่าติดกลุ่มประเทศทำธุรกิจยาก
สัมมนา "เปิดโลก AEC เจาะลึกเมียนมาร์ 360๐ First Talk" จัดโดยธนาคารไทยพาณิชย์วานนี้ (22 เม.ย.) นายดำรง ใคร่ครวญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า โอกาสธุรกิจที่มีศักยภาพในพม่าแบ่งได้ 3 กลุ่มสำคัญ คือ 1. ธุรกิจท่องเที่ยว เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวพม่าปีก่อนมี 3 ล้านคน แต่ปีนี้คาดขยายตัวเพิ่มขึ้นเท่าตัว หรือ 6 ล้านคน ซึ่งไทยมีศักยภาพในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง
2.ธุรกิจที่ต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำ ซึ่งการผลิตในพม่า จะทำให้สินค้าไทยได้สิทธิพิเศษทางภาษีที่พม่ายังได้รับจากประเทศที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ในรูปแบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP)
และ 3.ธุรกิจด้านการผลิต โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นที่ต้องการสูงมากในตลาดนี้และหลายสินค้าไม่มีอุตสาหกรรมการผลิตนั้นๆ เพราะก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่มีการนำเข้าจากจีน
การเข้าไปทำธุรกิจผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด เพราะพม่ายังมีอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนอีกมาก ได้แก่ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ถนน ยังไม่ดีเท่าที่ควร การมีคู่ค้าทางธุรกิจที่ไม่ดี จะนำไปสู่การถูกโกง และราคาที่ดินมีมูลค่าสูงมาก ประเมินเบื้องต้นว่าอาจสูงเทียบเท่ากับสิงคโปร์
อาหาร-สิ่งทอ-บริการน่าลงทุน
ส่วน นายวิน ออง ประธานสหภาพสมาพันธ์หอการค้าเมียนมาร์ กล่าวว่า การเข้าไปลงทุนในพม่ามีธุรกิจน่าสนใจอยู่หลายธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจอาหาร เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งไทยจัดว่าเป็นผู้นำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพม่า อุตสาหกรรมเบา เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น ธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร และธุรกิจด้านบริการ เช่น ท่องเที่ยว และการศึกษา เป็นต้น
ทั้งนี้ พม่าได้รับสิทธิ GSP จาก อียู แล้ว หลังยกเลิกการคว่ำบาตร โดยเป็นการเปิดตลาดให้สินค้าทุกอย่าง ยกเว้นอาวุธ (EBA) ขณะที่ GSP จากสหรัฐ อยู่ระหว่างการดำเนินการ และคาดว่าจะได้รับสิทธิในเร็วๆ นี้ ด้านแรงงานพบว่าประชากรพม่าส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน และปัจจุบันยังมีค่าแรงที่เหมาะสมที่สุด หากเทียบกับค่าแรงของประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แม้ปัจจุบันรัฐบาลกำลังร่างกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาใช้ แต่แนวโน้มค่าแรงในอนาคตยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนไทยในการเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่ต้องการใช้แรงงานมาก รวมถึงการลงทุนอื่นๆ ด้วย
"สิ่งที่แนะนำ คือ ผู้ประกอบการไทยควรหาพันธมิตรท้องถิ่น ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจมาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งสามารถหาข้อมูล และเข้าติดต่อทางหอการค้าพม่าได้ เพราะเป็นองค์กรที่มีสมาชิกกว่า 2.8 หมื่นราย รวมทั้งยังทำงานร่วมกับสถานทูตไทยใกล้ชิด ในการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ซึ่งเป็นช่องทางในการหาพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี หากเข้าไปลงทุนเร็ว การแข่งขันจะน้อยกว่าการเข้าไปลงทุนช้า" นายวิน ออง กล่าว
สาธารณูปโภคยังไม่พร้อม
การทำธุรกิจในพม่า ยังคงมีอุปสรรคหลายประการ เช่น ระบบสาธารณูปโภค ที่ยังไม่พร้อมทั้งไฟฟ้าและถนน ค่าที่ดินที่พุ่งสูงมาก ซึ่งทั้งสองปัญหานี้รัฐบาลอยู่ระหว่างแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น เชื่อว่าใน 1-2 ปี จะได้รับการแก้ไขแน่นอน ส่วนปัญหาการเงินสำหรับนักลงทุน ที่อาจไม่มีแหล่งเงินทุน แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังร่างกฎหมาย เพื่อให้สถาบันการเงินต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ โดยกฎหมายจะออกมาบังคับใช้ได้เร็วๆ นี้
"สามารถเข้าไปลงทุนผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีอยู่หลายแห่ง โดยแห่งใหม่ คือ นิคมอุตสาหกรรมติลาวา เหมาะสำหรับลงทุนทุกประเภท และเปิดรับนักลงทุนทุกชาติ ซึ่งการลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆ ซึ่งภายในนิคมฯ จะให้บริการถนน ไฟฟ้า เพียงพอต่อการลงทุน"
เขตศก.ทวายมีประโยชน์ต่อไทยมากที่สุด
นางศิริพร นุรักษ์ ผู้อำนวยการระดับสูง กองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า กลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย อยู่ในกลุ่มที่ยุ่งยากในการลงทุนมากที่สุด แต่มีโอกาสทางธุรกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ
ทั้งนี้ พม่ามีเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 แห่ง ได้แก่ ทวาย ติลาวา และ จ้าวเผียว ซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จะเกิดประโยชน์ต่อการลงทุนไทยมากที่สุด เพราะเป็นประตูการค้าไปสู่ยุโรป อินเดีย และ แอฟริกา ทำให้ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตของไทยลดลง แต่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ในการพัฒนาจนเหมาะสมต่อการลงทุนของไทย แต่จากการที่ภาวะความวุ่นวายทางการเมืองของไทย ก็ทำให้โครงการทวายจะต้องใช้เวลาการพัฒนายาวนานไปอีก
สำหรับศักยภาพและโอกาสลงทุนพม่า เหมาะสมที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปการเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพราะมีวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ ต้นทุนแรงงานต่ำ และมีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ และมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการก่อสร้าง และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมบริการและพัฒนาฝึกอบรม เอชอาร์ เพราะมีแรงงานจำนวนมากที่ต้องเร่งพัฒนาทักษะ และกิจการการเงินและการธนาคาร
สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับด้านคุณภาพ
นายไมเคิล ลิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ เมียนมาร์ (ทูเดย์ แอดเวอร์ไทซิ่ง) กล่าวว่า สินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคขยายตัวดี และสินค้าแบรนด์จากไทยมีโอกาสที่ดีในตลาดพม่า เพราะเป็นแบรนด์แรกๆ ที่เข้าไปในตลาด และผู้บริโภคพม่า มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ เมื่อเทียบภาพลักษณ์ของสินค้าไทยกับประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีกว่าด้านคุณภาพ
"สิ่งที่นักธุรกิจไทยจะเข้าไปทำตลาดสินค้าในพม่า คือการสร้างแบรนด์สินค้าตัวเอง เพื่อให้ตลาดรับรู้และสร้างความยั่งยืน ส่วนวิธีการทำธุรกิจพม่าไม่จำเป็นต้องมีเส้นสาย แม้จะเป็นอย่างแรกๆ ที่คนไทยคิดว่าจำเป็น แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างแรก คือ การหาคู่ค้าทางธุรกิจที่ดีมากกว่า" นายลิม กล่าว
ไม่ควรรีบลงทุนควรรอดูการเมือง
นายมานพ เสงี่ยมบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การทำธุรกิจในเมียนมาร์ ต้องทำอย่างเข้าใจ และรอบคอบ อย่าเร่งรีบเพราะเมียนมาร์ยังมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจอีกมาก ทั้งการนำเงินออกนอกประเทศ ซึ่งกฎหมายเรื่องนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ปัจจัยด้านการเมืองแม้จะโอกาสที่พม่าจะกลับไปปิดประเทศเหมือนเดิม จะมีน้อยมาก แต่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปีนี้ ต้องรอดูผลว่าจะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำ หรือนโยบายทางการเมืองหรือไม่อย่างไร เรื่องความขัดแย้งคนกลุ่มน้อย ซึ่งพม่ามีอยู่ถึง 130 กลุ่มก็ยังเป็นความเสี่ยงอยู่
ปัจจัยเสี่ยงด้านธุรกิจ ปัญหาราคาที่ดินแพง ไม่น่าจะแก้ไขได้ เพราะปริมาณที่ดินไม่ได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้น หากจะเข้าไปทำธุรกิจควรหาคู่ธุรกิจที่เป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อตัดต้นทุนส่วนนี้
"จากการประเมินของไทยพาณิชย์ พบว่า ธุรกิจเร่งด่วน ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดพม่า คือ สิ่งทอ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่อยู่อาศัย จานดาวเทียม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจสำหรับสินค้าพื้นฐาน และไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินหรือเงินลงทุนจำนวนมาก" นายมานพ กล่าว
แนะจดทะเบียนสินค้าก่อนเสียสิทธิ์
ด้านนายวิชัย เข็มทองคำ กรรมการผู้จัดการบริษัทโอเรียลทัล ยูนิค จำกัด ผู้ประกอบการไทย ควรรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ด้วยการจดทะเบียนรับรองเครื่องหมายการค้า และควรสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทย ไม่มีการจดรับรองเครื่องหมายการค้า จึงถูกคู่แข่งเอาแบรนด์ไปจดทะเบียนในพม่าแทน ซึ่งกฎหมายพม่าจะคุ้มครองผู้ที่มีการจดทะเบียนรวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น จึงทำให้เสียโอกาสได้
ส่วนข้อห้ามที่ไม่ควรทำในพม่า คือ สิ่งที่ขัดแย้งกับรัฐบาลพม่า หรือ ซิกแซ็ก เพื่อหาช่องทางที่รัฐบาลไม่อยากให้ทำ รวมทั้งห้ามขัดแย้งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนสิ่งที่น่าทำ คือทำให้เกิดผลประโยชน์ร่วมได้ เช่น การจับมือกับชาวพม่า และพัฒนาธุรกิจร่วมกันนำเทคโนโลยีและการจัดการเข้าไป
เน้นแบรนด์ควบคู่กับคุณภาพ
นายไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้าง ไพศาล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหารกระป๋อง ภายใต้แบรนด์ "ปุ้มปุ้ย" และ "ปลายิ้ม" กล่าวว่า บริษัทถือเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าไปในตลาดพม่า แต่เป็นที่รู้จักมาตามแนวชายแดนอยู่แล้ว ถือเป็นความได้เปรียบที่ลูกค้ายอมรับสินค้าได้ง่าย ซึ่งเรื่องแบรนด์มีความสำคัญควบคู่ไปกับคุณภาพสินค้า โดยการเข้าไปทำธุรกิจของปุ้มปุ้ย จะไม่เน้นความหวือหวา แต่จะสร้างความคุ้นเคยให้ผู้บริโภค ซึ่งบริษัทมีรสชาติอาหารที่หลากหลาย สามารถเลือกรสชาติที่เป็นที่นิยมในพม่า ขณะที่สินค้าจะเน้นภาษาไทยคู่กับภาษาอังกฤษ เพราะสินค้าจากไทยเป็นที่นิยม แม้บริษัทจะเข้าไปด้วยช่องทางการกระจายสินค้าของผู้จัดจำหน่ายที่เป็นของคนไทย แต่การเข้าไปในพม่าเวลานี้ไม่ได้ง่าย









