ดับบลิวเอชเอร่วมกันกุลตั้งบริษัทย่อย 11 บริษัทรองรับโครงการโซลาร์รูฟ เริ่มสร้างรายได้ก่อน 4 โรงปีนี้ รวมกำลังการผลิต 3.29 เมกะวัตต์
นายสมยศ อนันตประยูร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ผู้ให้บริการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า Built to Suit กล่าวว่า บริษัทจัดตั้งบริษัทร่วมทุน กับบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) 11 บริษัท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จำหน่าย เบื้องต้นปีนี้จะมี 4 บริษัทที่ดำเนินการ และสร้างรายได้ให้กับบริษัท
ประกอบด้วย บริษัท ดับบลิวเอชเอ กันกุล กรีนโซล่าร์รูฟ 1 จำกัด กำลังการผลิต 636.48 กิโลวัตต์ บริษัท ดับบลิวเอชเอ กันกุล กรีนโซล่าร์รูฟ 3 จำกัด กำลังการผลิต 832.32 กิโลวัตต์ บริษัท ดับบลิวเอชเอ กันกุล กรีนโซล่าร์รูฟ 6 จำกัด กำลังการผลิต 832.32 กิโลวัตต์ และบริษัท ดับบลิวเอชเอ กันกุล กรีนโซล่าร์รูฟ 17 จำกัด กำลังการผลิต 997.56 กิโลวัตต์ ซึ่งในบริษัทร่วมทุน บริษัทจะถือหุ้น 75% และบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง ถือหุ้น 25%
จากการร่วมทุนดังกล่าว คาดว่า จะเริ่มต้นขายไฟฟ้า (COD) ให้ กฟน. และ กฟภ. ได้ภายในเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ ลงนามสัญญา 25 ปี ราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 6.16 บาทต่อหน่วย
นอกจากนี้ ยังได้รับใบอนุญาตการขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement : PPA) จาก กฟน. อีก 979.20 กิโลวัตต์ ภายใต้บริษัท ดับบลิวเอชเอ กันกุล กรีนโซล่าร์รูฟ 10 จำกัด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงาน แต่อาจจะใช้เวลาในการดำเนินการมากกว่าปกติ เพราะการบริหารจัดการภายในคลังสินค้าของผู้เช่ามีความซับซ้อน และคาดจะจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟน. เพิ่มเติม ภายในปีนี้
บริษัทยังมีแผนจะจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) หากบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟ รวมกัน 20 เมกะวัตต์ ปัจจุบันบริษัทได้ยื่นขอทำโครงการไปแล้ว 40 เมกะวัตต์ จึงต้องรอการพิจารณาจากกระทรวงพลังงานก่อน แต่คาดหวังว่าจะได้รับการอนุมัติเพิ่ม เพราะโควตาส่วนในการสนับสนุนภาคครัวเรือนยังมีเหลือ
“ความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งกองทุนอินฟราฯ ฟันด์ ภายใน 1-2 ปีนี้ หากบริษัทมีกำลังการผลิตรวมถึง 20 เมกะวัตต์ ซึ่งตอนนี้ บริษัทมีบริษัทร่วมทุนเพื่อทำโครงการโซลาร์รูฟ 11 บริษัท กำลังการผลิตบริษัทละ 7 เมกะวัตต์ หากดำเนินการได้ทั้ง 11 บริษัทก็สามารถจัดตั้งกองทุนอินฟราฯ ฟันด์ได้”
นอกจากนี้ บริษัทยังมองว่า การทำโครงการโซลาร์รูฟ เป็นการเพิ่มรายได้และกำไรให้บริษัทอีกทางหนึ่ง เบื้องต้นคาดจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานทางเลือก 10% ในปี 2558
นายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานปีนี้น่าจะมากกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ที่ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีโอกาสได้รับงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าครบวงจร (EPC) เพิ่มจากกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้ใบอนุญาตโครงการโซลาร์รูฟ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก
แนวโน้มรายได้และกำไรในไตรมาสแรกปีนี้ เชื่อว่าดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทยอยรับรู้รายได้ในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า EPC ให้บริษัท บางจาก และไตรมาส 2 รายได้ก็จะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ทั้งจากรับรู้รายได้งานก่อสร้างให้บางจาก และโครงการโซลาร์รูฟที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จและขายไฟได้ทันที
ด้านนายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็มโก้ (DEMCO) กล่าวว่า แผนการดำเนินงานปีนี้ บริษัทจะเร่งทำงานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่ 3,565 ล้านบาทให้แล้วเสร็จ เพื่อเตรียมรับงานใหม่ โดยปีนี้มีงานประมูลรวม 22,400 ล้านบาท ตั้งเป้าที่จะรับงาน 4,500-5,500 ล้านบาท แบ่งเป็นงานวิศวกรรมไฟฟ้า 3,200 ล้านบาท พลังงานทดแทน 2,000ล้านบาท และงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 300 ล้านบาท
ส่วนงานเสา 3 จี ในปีนี้มีความชัดเจนที่จะมีการลงทุนเสาโทรคมนาคมจากทั้ง 3 ค่าย ประมาณ 4,000 ต้น มูลค่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากโรงงานปีนี้ไม่น้อยกว่า 300-400 ล้านบาท
เขากล่าวอีกว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า และ สปป. ลาว ซึ่งมีการขยายงานระบบจำหน่ายไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง คาดสามารถรับงานก่อสร้างระบบไฟฟ้า ทั้งสถานีไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้าแรงสูง รวมถึงแสวงหาโอกาสการลงทุนเพิ่มขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้
ขณะที่นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กล่าวว่า แผนการดำเนินงานปีนี้ เตรียมใช้งบลงทุน 8,500 ล้านบาท สำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงาน และส่วนของโครงการพลังงานลมที่ภาคใต้ช่วงรอยต่อของ จ.นครศรีธรรมราช-สงขลา 126 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 3 โครงการ คาดจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ ใช้เสากว่า 60 ต้นโดยได้รับค่า adder 3.5 บาท และจะรับรู้รายได้เต็มที่ในปี 2559






