บล.ดีบีเอสฯจับมือตลาดหลักทรัพย์ ดึงกองทุนไทยและนอกกว่า 100 แห่งพบบจ.ขนาดกลาง ชี้เป็นจังหวะดีในการดึงการลงทุน
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จัดงาน เซ็ท-ไทย คอร์ปอเรท เดย์ในวันที่ 6-7 พ.ค.นี้ เพื่อนำนักลงทุนต่างชาติมาพบกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ขนาดกลางกว่า 35 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) รวมกัน 2.66 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 21.2% ของตลาดรวม
“ช่วงนี้เป็นจังหวะดีที่จะดึงนักลงทุนมาพบกับบจ. ทำให้นักลงทุนมีโอกาสสอบถามถึงแนวโน้มการดำเนินงานหลังผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาแล้ว ซึ่งจะได้เห็นว่าบจ.ไทยมีจุดเด่นอยู่ที่การปรับตัวเพื่อรับกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี แม้จะผ่านมาถึง 10 วิกฤตินับจากปี 2548 แต่ก็ยังมีการเติบโต และมีการขยายงานไปต่างประเทศ จนมีรายได้จากต่างประเทศกว่า 40% ของรายได้รวม”
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอสฯ กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติ เริ่มมองศักยภาพของบจ.ไทย แยกจากปัญหาทางการเมืองแล้ว จากเมื่อก่อนที่ได้รวมปัจจัยการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการ 2 ล้านล้านบาทเข้าไปด้วย แต่ปัจจุบันได้ตัดปัจจัยที่เกี่ยวข้องออกไป กลับมามองพื้นฐานการเติบโตของบจ. และการได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจที่ลงทุนบจ.ไทย โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มขนาดกลาง เพราะกำลังเติบโต และมีโอกาสในการฟื้นตัวเร็วมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่
“ เมื่อนักลงทุนมองการลงทุน 2 ล้านล้านบาทชะลอออกไป ความน่าสนใจก็จะกลับมาอยู่ที่ศักยภาพของบจ.ว่าจะมีการฟื้นตัวในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างไร ประกอบกับที่ผ่านมาราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงไปมาก ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จึงเป็นจังหวะที่นักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างชาติมองหาโอกาสในการลงทุน แม้ว่าไทยจะยังมีปัญหาการเมืองอยู่ แต่ในทุกวิกฤติก็เป็นโอกาสในการลงทุนด้วย”
เธอกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมานักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศ จะคุ้นเคยกับการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ แต่ขณะนี้ควรจะหาดาวดวงใหม่เพื่อนำเสนอให้กับนักลงทุนบ้าง ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีบริษัทขนาดกลางที่มีศักยภาพจำนวนมาก จึงได้เลือกบริษัทขนาดกลาง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเซ็ท 50-100 ที่มีมาร์เก็ตแคปตั้งแต่ 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งพลังงาน ธนาคาร ก่อสร้าง มาพบกับนักลงทุนสถาบันกว่า 100 แห่งแบบตัวต่อตัว เป็นนักลงทุนไทย 50 แห่ง และกองทุนต่างชาติอีกกว่า 50 แห่ง และจะมีการนำเสนอภาพรวมเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยให้กับนักลงทุนรับทราบด้วย
“กลุ่มที่น่าจะมีการฟื้นตัวเร็ว น่าจะเป็นกลุ่มส่งออกที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก และกลุ่มการบริโภคในประเทศ หากความเชื่อมั่นกลับมา จะทำให้การจับจ่ายกลับมาเร็ว โดยหลังนักลงทุนรับทราบข้อมูลแล้ว คาดว่าจะช่วยดึงการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาได้ ซึ่งในขณะนี้จะเห็นว่าเม็ดเงินก็เริ่มไหลกลับเข้ามาแล้ว ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (วอลุ่ม) ก็เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และคาดว่าจะได้เห็นการซื้อขายในระดับ 4-5 หมื่นล้านบาทต่อวัน”
ด้านน.ส.จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอสฯ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติที่ตอบรับเข้าร่วมงานมีทั้งจาก สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย แคนาดา และตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่มีการลงทุนในไทยอยู่แล้ว แต่อยากจะมีการลงทุนเพิ่ม มีทั้งการลงทุนระยะสั้น และการลงทุนระยะยาว โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจส่วนใหญ่ มีทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว และกลุ่มขนส่ง









