"แบงก์ชาติ"เตรียมทบทวนประมาณการจีดีพีใหม่เดือนมิ.ย.นี้ จากเดิมคาดปีนี้ขยายตัว2.7% หลังภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานร่วม 6 เดือน กำลังส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังไม่มีแนวโน้มว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะยุติลงเมื่อไร ในขณะที่การจัดการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะสามารดำเนินการได้เมื่อไร ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.เตรียมทบทวนประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้งในเดือนมิ.ย.นี้ จากเดิมที่ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะมีการเติบโตที่ 2.7% เป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจยังคงมีต่อเนื่อง ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ก็มีความล่าช้าผลจากการยุบสภา รวมไปถึงการจัดทำงบประมาณปี 2558 ก็มีความล่าช้ามากกว่า 1 ไตรมาส
"เดิมเราประเมินว่าการจัดทำงบประมาณในปี 2558 นั้นจะมีความล่าช้า 1 ไตรมาส ซึ่งทิศทางนั้นชัดเจนแล้วว่า จะมีความล้าช้ามากกว่าที่คาด ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณที่ติดขัด จะส่งผลให้จีดีพีของประเทศขยายตัวได้ไม่มากนัก" นายประสาร กล่าว
ทั้งนี้การล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 รวมไปถึงการจัดทำงบปี 58 ที่ช้ากว่าที่กำหนดนั้น ส่งผลกระทบกับภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจไม่มากนักเพราะงบประมาณประจำปีมีสัดส่วนเพียง 20% ของจีดีพีรวม 13 ล้านล้านบาท ในขณะที่การจับจ่ายภาคเอกชนอยู่ที่ 50% ของจีดีพี แต่สิ่งที่น่าห่วงนั้นมองว่าอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเอกชนในการลงทุนอาจชะลอตัวลง เนื่องจากบางส่วนธุรกิจที่ต้องอาศัยการลงทุนของภาครัฐบาลเป็นตัวนำ อย่างเช่นโครงการรถไฟฟ้า ที่ต้องอาศัยรัฐบาลเป็นตัวนำเอกชนเพื่อที่จะลงทุน ส่วนนโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงการประคองและการลดภาระค่าใช้จ่ายภาคเอกชนเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่จะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยที่แท้จริงจะเป็นเรื่องทางการคลังมากกว่า
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น สถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอตัวและล่าช้า รวมไปถึงภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นแรงปะทะเศรษฐกิจไทย โดยภาวะการเงินโดยรวมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.มองว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันถือว่าผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัว แต่ต้องติดตามใกล้ชิดเพราะสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศยังไม่แน่นอน
นอกจากนี้การบริโภคนั้น สะท้อนให้เห็นชัดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นก็เริ่มอ่อนลง ทั้งนี้ในด้านการชะลอตัวที่แผ่วตัวลงนั้นยอมรับว่า ธปท.มีความเป็นห่วง แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณของการลดลงของหนี้ครัวเรือนที่ปรับลง ส่วนสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบัตรเครดิตนั้นมีความเข้มงวดขึ้น ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคเริ่มชะลอและผ่อนคลายลง เช่นกัน
นายประสาร กล่าวว่า ในส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นยังมีช่องว่างและยังมีกระสูนเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำนานๆ เป็นความเสี่ยง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเหมือนในสหรัฐ ที่เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์และวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐ ซึ่ง ธปท.จะนำปัจจัยดังกล่าวมาพิจารณาด้วย
ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 2% ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินมีกำหนดจะประชุมครั้งใหม่ในวันที่ 23 เม.ย.นี้
นายประสาร ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 2.7% อยู่บนสมมติฐานว่ามีรัฐบาลได้ในช่วงครึ่งปีหลังและการจัดทำงบประมาณปี 2558 ล่าช้าออกไปไม่เกิน 1 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ พร้อมทั้งระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ระดับ 2.7% ถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพ เพราะศักยภาพของเศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมามีการพูดกันประมาณ 5% จึงถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องการก้าวข้ามการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง เพื่อขึ้นไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับสูง ดังนั้นเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ จึงทำให้การก้าวไปสู่จุดหมายต้องล่าช้าตามไปด้วย
กสิกรไทยคาดกนง.คงดอกเบี้ย
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในการประชุมกนง.วันที่ 23 เม.ย.นี้ น่าจะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2% หลังจากเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมาได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อรักษาแรงส่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง
สำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงินในรอบนี้ แม้ว่าเงื่อนไขทางเศรษฐกิจจะแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา แต่จากภาพของเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่ชัดเจนประกอบกับระดับของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่น่าจะอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอที่จะรองรับกับความเสี่ยงที่เข้ามากระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผลจากปัจจัยการเมืองได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้คาดว่า กนง.สามารถที่จะรอติดตามพัฒนาการของตัวแปรต่างๆได้อีกระยะหนึ่งเช่นกัน
ชี้ศก.ไทยโตต่ำสุดอาเซียน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ธนาคารโลก (world bank) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3% และปีหน้าอยู่ที่ 4.5% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดของประเทศในอาเซียน สอดคล้องกับนางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประจำประเทศไทย ที่ยกการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสุดฉุดเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยระบุว่ากรณีที่ไทยไม่มีรัฐบาลทำหน้าที่ในไตรมาส 3 หรือช่วงครึ่งหลังปีนี้ สิ่งที่จะเกิดคือความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง นักลงทุนก็ยังคงรอดูและเมื่อไม่มีการลงทุนจากรัฐ เพราะงบลงทุนไม่เกิด ก็เป็นไปได้ที่จีดีพีโตต่ำกว่า 2% แต่หวังว่าไทยจะไม่เกิดภาวะถดถอย
"นโยบายการเงินการคลังตอนนี้ ทุกอย่างไปผูกกับการเมืองหมดเลย เพราะตราบใดที่ไม่มีรัฐบาลใหม่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอะไรจะไปในทิศทางไหน นโยบายต่างๆไปผูกติดกับการเมืองหมดจึงทำให้การเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญสุด"นางลัษมณกล่าว
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟก็ออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยรวม จะขยายตัว 4.9% ในปีนี้ ซึ่งลดลง 0.2% จากที่คาดไว้ในเดือนม.ค. ส่วนจีดีพีในปีนี้ของไทย อยู่ที่ระดับ 2.5% ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มเติบโตอย่างเชื่องช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ กันไว้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในต่างประเทศก็ส่งผลกระทบด้วย
นายโอลิวิเยร์ บลองชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวในการแถลงข่าวว่า ในประเทศตลาดเกิดใหม่นั้น จุดอ่อนของประเทศ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงในประเทศนั้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี ยังคงมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่อาจชะลอตัวลงไปอีก








