วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไทยเบฟ'ป่วนหนักพม่าขวางเข้า'เมียนมาร์เบียร์'

"ไทยเบฟ"ป่วนหนักพม่าขวางเข้าบริหาร"เมียนมาร์เบียร์"

หลังเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานทีซีซี กรุ๊ป ส่งบริษัทลูก ไทยเบฟเวอเรจ และทีซีซีแอสเสท เข้าซื้อกิจการในบริษัทเฟรเซอร์แอนด์นีฟ หรือเอฟแอนด์เอ็น ผู้ดำเนินธุรกิจเบียร์ เครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ รายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกหนึ่งธุรกิจที่ติดมาด้วยคือกิจการเบียร์ในพม่า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหาข้อยุติกรณีพิพาทกับผู้ร่วมทุนในกิจการดังกล่าว

เรื่องนี้ นายวิเชฐ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบริหารทั่วไป บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการร่วมทุนของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) กับรัฐวิสาหกิจพม่าในชื่อบริษัท ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ อิโคโนมิค โฮลดิ้ง (ยูเอ็มอีเอชแอล) เพื่อดำเนินธุรกิจเบียรในพม่าชื่อ"เมียนมาร์เบียร์"

ส่งอินเตอร์เบฟฯสางปัญหา

ทั้งนี้หลังจากไทยเบฟ ซื้อกิจการเอฟแอนด์เอ็นแล้ว แต่รัฐวิสาหกิจพม่าไม่ยอมที่จะให้ไทยเบฟ เข้าไปบริหารกิจการนั้น ขณะนี้ผ่านบริษัท อินเตอร์เบฟเวอเรจ โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด (IBHL) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลธุรกิจในต่างประเทศของไทยเบฟ อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาทางออกในเรื่องดังกล่าว

โดยเห็นว่าหากทางพม่าจะดำเนินการร้องอนุญาโตตุลาการ เพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จะต้องกระทำกับเอฟแอนด์เอ็น ไม่ใช่บริษัทไทยเบฟ เพราะการร่วมทุนดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนที่ไทยเบฟจะเข้าซื้อกิจการจากทาง เอฟแอนด์เอ็น

"ปัญหาระหว่างเอฟแอนด์เอ็นกับบริษัทร่วมทุนในพม่า ตอนนี้ทางอินเตอร์เบฟฯ กำลังคุยกันอยู่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ไทยเบฟ ยังไม่สามารถเข้าไปบริหารและครอบครองกิจการในเอฟแอนด์เอ็นในพม่าได้"

ระบุซื้อกิจการต้องบริหารเบ็ดเสร็จ

ก่อนหน้านี้ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟ กล่าวว่าเมื่อมีการเจรจาซื้อกิจการเอฟแอนด์เอ็น โดยไทยเบฟเป็นจ้าของกิจการแล้ว ไทยเบฟสามารถเข้าไปบริหารจัดการธุรกิจได้แบบเบ็ดเสร็จ

"ไม่ใช่ไปเจอตอ อยู่ดีๆเดินดุ่มๆเข้าไป ไปซื้อเขามาได้ แต่บริหารเขามาได้ อย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นความละเอียดอ่อนของเรามีหลากหลายเหมือนกัน" นายฐาปน กล่าว

สำหรับ"ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ อิโคโนมิค โฮลดิ้ง"(ยูเอ็มอีเอชแอล) เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของพม่าที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพ ได้เริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการต่อบริษัทเอฟแอนด์เอ็น เพื่ออ้างสิทธิความเป็นเจ้าของภายใต้ข้อตกลงร่วมทุน ที่เปิดทางให้บริษัทพม่าซื้อหุ้นที่พันธมิตรถืออยู่คืนมาได้ พร้อมระบุว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการลงทุนในพม่า หรือการปฏิบัติต่อนักลงทุนต่างชาติ ข้อเท็จจริงคือเอ็มอีเอชแอล มีข้อตกลงร่วมทุนซึ่งปกป้องสิทธิของบริษัทกรณีที่ เอฟแอนด์เอ็นผิดเงื่อนไข

วงในวิเคราะห์ปัญหาจบยาก

แหล่งข่าวในวงการธุรกิจ กล่าวว่าโอกาสที่ไทยเบฟจะเข้าไปบริหารจัดการเอฟแอนด์เอ็น กับบริษัทร่วมทุนในพม่ามีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลพม่าต้องการรักษาธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเบียร์ไว้ เพราะถือเป็นสินค้าแห่งชาติของพม่า

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2556 หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า หุ้นส่วนของเอฟแอนด์เอ็น กลุ่มบริษัทอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ของสิงคโปร์ กำลังพยายามเข้าถือครองหุ้นข้างมากในบริษัทร่วมทุนท้องถิ่น เป็นการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้ยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์รายนี้ ต้องหลุดจากหนึ่งในตลาดที่มีอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุด้วยว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจกับบริษัทรัฐวิสาหกิจของพม่า โดยกิจการเอฟแอนด์เอ็น ที่มีนายเจริญ สิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีไทยถือหุ้นข้างมากอยู่ เป็นผู้ถือหุ้น 55% ใน "เมียนมาร์ บริวเวอรี" บริษัทผลิตเบียร์ท้องถิ่นของพม่า โดยมี"ยูเนียน ออฟ เมียนมาร์ อิโคโนมิค โฮลดิ้ง"(ยูเอ็มอีเอชแอล) ซึ่งเป็นบริษัทของกองทัพพม่า ถือครองหุ้นส่วนที่เหลืออยู่

ขณะที่เอฟแอนด์เอ็น ระบุในเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ว่า ยูเอ็มอีเอชแอลได้แจ้งให้บริษัททราบถึงแผนการ ที่บริษัทจะยื่นอนุญาโตตุลาการ ถึงความเป็นไปได้ในการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของภายใต้ข้อตกลงร่วมทุน ที่เปิดทางให้บริษัทพม่าซื้อหุ้นจากพันธมิตรถืออยู่คืนมาได้

ส่วนแถลงการณ์ของเอฟแอนด์เอ็น บอกด้วยว่า ยูเอ็มอีเอชแอล ออกมากล่าวอ้างดังกล่าวแบบลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ซึ่งบริษัทมีแผนที่ดำเนินการยืนยันสิทธิของตัวเองให้ถึงที่สุด แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดถึงคำกล่าวอ้างดังกล่าวว่าเป็นเรื่องอะไร

ตลาดเบียร์พม่าโตต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมียนมาร์ บริวเวอรี ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2538 เป็นหนึ่งในบริษัทร่วมทุนรายแรกๆ ของพม่า เป็นผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อ เมียนมาร์เบียร์ เมียนมาร์ดับเบิ้ลสตรอง และอันดามันโกลด์ โดยบริษัทแห่งนี้ ถือเป็นธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เหลืออยู่เพียงกิจการเดียวของเอฟแอนด์เอ็น นับตั้งแต่ที่บริษัทขายหุ้นในเอเชีย แปซิฟิก บริวเวอรี ให้กับไฮเนเก้น ผู้ผลิตเบียร์ชั้นนำของโลกไปเมื่อปีที่แล้ว

รายงานระบุว่า พม่าถือเป็นตลาดเบียร์ที่มีศักยภาพแห่งหนึ่ง ปัจจุบันชาวพม่ามีอัตราการบริโภคเบียร์เฉลี่ยอยู่ที่ 3.78 ลิตรต่อคนต่อปี ต่ำกว่าไทยที่มีอัตราการบริโภคราว 26 ลิตรต่อคนต่อปี และเวียดนามอยู่ที่ 30 ลิตรต่อคนต่อปี

แม้ข้อมูลดังกล่าว จะแสดงให้เห็นว่า เมียนมาร์ บริวเวอรี ไม่ได้สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับเอฟแอนด์เอ็น แต่ตลาดพม่าถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ด้วยอัตราการขยายตัวรายปีอย่างแข็งแกร่งที่ 17% ระหว่างปี 2548 ถึง 2553 ซึ่งเอฟ แอนด์ เอ็น เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ในช่วง 6 เดือน นับถึงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ธุรกิจเบียร์ในพม่ามีรายได้ขยายตัวด้วยตัวเลข 2 หลัก

หวั่นความขัดแย้งกระทบเศรษฐกิจพม่า

ขณะที่นักวิเคราะห์ ระบุว่าไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ความขัดแย้งระหว่างบริษัทรัฐวิสาหกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของพม่า กับหุ้นส่วนต่างชาติ ก็อาจทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า

"หากเมียนมาร์ บริวเวอรี ยกเลิกข้อตกลงโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ก็มีความเป็นไปได้ว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน" นายอาร์วินด์ รามากฤษณะ หัวหน้าภาคพื้นเอเชีย จากเมเปิ้ลครอฟต์ บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงของอังกฤษ กล่าว

นักวิเคราะห์รายนี้ กล่าวว่าพม่ายังไม่เคยมีประวัติของการยื่นเรื่องอนุญาโตตุลาการ หรือมีการบังคับใช้กฎหมายที่เหมาะสม ตามคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศหรือศาลในยุคใหม่แต่อย่างใด

"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ไม่มีแนวโน้มที่จะทำให้การลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาในพม่าหดหายไปแต่อย่างใด แม้ว่าอัตราการเข้าลงทุนในปีนี้จะชะลอตัวลงก็ตาม" นายรามากฤษณะ ระบุ

แม้ยูเอ็มอีเอชแอล จะขึ้นชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่า แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า หน่วยงานใด หรือบุคคลรายใด ที่เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้ ทั้งยูเอ็มอีเอชแอลยังคงมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำของกระทรวงการคลังสหรัฐ เพราะมีสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกองทัพ แม้ว่าสหรัฐจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อพม่าไปเมื่อปีที่แล้วก็ตาม

การที่มีธุรกิจและผลประโยชน์อยู่เป็นวงกว้าง รวมถึงการขนส่ง และการท่องเที่ยว ทำให้ยูเอ็มอีเอชแอล และบริษัทในเครือ ได้รับความนิยมในกลุ่มนักลงทุนจำนวนมาก ที่หาทางเข้าถึงตลาดเปิดใหม่อย่างพม่า ที่มีประชากรราว 60 ล้านคน

ความกังวลถึงประวัติในการทำธุรกิจ และความเชื่อมโยงกับอดีตรัฐบาลทหาร ทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติ ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ชื่อเสียงในท้องถิ่นของตัวเองด่างพร้อย เพราะมาสัมพันธ์กับยูเอ็มอีเอชแอล