'ศิริอาภา ศิริวิริยะกุล'มืออาชีพธุรกิจครอบครัว

ผลัดใบธุรกิจตระกูลผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย ก้าวสู่องค์กรมืออาชีพ'ศิริอาภา ศิริวิริยะกุล'ทายาทเจน3 ต้องคิดอย่างThink beyondจึงไปรอด
กว่า 3 ชั่วโมงของการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยังเมือง "ปากน้ำโพ" ต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา จุดรวมของแม่น้ำ 4 สาย ปิง วัง ยม น่าน เพื่อไปยังโรงน้ำตาลเก่าแก่อายุกว่า 50 ปี ที่นี่ยังเป็นแหล่งชุมมังกรจีนโพ้นทะเล ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยกลุ่มคนจีนเหล่านี้ข้ามน้ำข้ามทะเล หอบเสื่อผื่นหมอนใบมาตั้งรกรากที่จังหวัดนครสวรรค์มาเป็นเวลานาน
หนึ่งในชาวจีนอพยพรุ่นแรกๆ ที่มายังดินแดนแห่งนี้ ปรากฏชื่อตระกูล “ศิริวิริยะกุล” ที่บรรพบุรุษอพยพมาจากซัวเถาเมือง “เตี้ยอัน” ดินแดนจีนแผ่นดินใหญ่ โดย “จรูญ ศิริวิริยะกุล” ผู้ก่อตั้งโรงน้ำตาลเกษตรไทย หรือชื่อเดิมที่คุ้นหู "ไทยเอกลักษณ์" จากอดีตเด็กถ่อเรือที่ต้องช่วยพ่อทำมาหากินตั้งแต่ 9 ขวบ กลายมาเป็น พ่อค้าเดินเรือขายและรับสินค้าขึ้น-ล่อง ระหว่างกรุงเทพฯ-ปากน้ำโพ ชุมทางค้าขายที่สำคัญระหว่างหัวเมืองเหนือกับเมืองใต้ ชื่อดั้งเดิมของ จ.นครสวรรค์
ก่อนขยับขยายมาตั้งรกรากบนฝั่งทำร้านโชห่วย "แพซ่งง้วน" ขายของทุกอย่างประหนึ่งว่าเป็นร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่นในยุคนี้ “ศิริอาภา ศิริวิริยะกุล” ทายาทรุ่นที่ 3 ปัจจุบันนั่งอยู่ในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เล่าประวัติครอบครัวอย่างย่อ ขณะที่เดินผ่านป้ายคำขวัญของต้นตระกูล
แม้ ศิริอาภา หรือ ปลา จะอายุยังน้อยเมื่อเทียบกับภารกิจ ในวัย 28 ปี กับประสบการณ์ทำงาน 5 ปีแต่ก็ถูกมอบหมายให้เป็น "มือวางอันดับหนึ่ง" ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยความที่คลุกคลีอยู่กับธุรกิจโรงน้ำตาลมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอมองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งขององค์กรแห่งนี้ และพร้อมที่จะ "เปลี่ยนแปลง" องค์กรอย่างเต็มที่
เธอเล่าว่า "จุดเปลี่ยน" ครั้งใหญ่ที่ต้องปรับธุรกิจครอบครัวสู่ความเป็นมืออาชีพ ( Professional ) มากยิ่งขึ้น ก็เมื่อคราว "วิกฤติต้มยำกุ้ง” ที่ธุรกิจโรงน้ำตาลธุรกิจของครอบครัวจมดิ่งสู่ "ภาวะล้มละลาย" จนต้องปรับโครงสร้างหนี้
“ตอนนั้นปลายังเด็กๆ อยู่เลย อายุประมาณ 10 กว่าขวบ แต่ก็เข้าใจและรับรู้ว่าที่บ้านเป็นอะไร ประสบปัญหาอย่างไร ตอนนั้นเวลากินข้าวเย็นกันพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวก็มานั่งปรึกษากันเรื่องนี้ คือตอนนั้นรู้แค่ว่าธุรกิจครอบครัวแย่มากๆ จะให้ล้มไม่ได้เพราะนี่คือธุรกิจหลักของเรา”
เธอยอมรับว่า ถึงเวลาที่ธุรกิจครอบครัวจะต้องเดินหน้าต่อไป แม้ว่าปัญหาการปรับโครงสร้างหนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นักในตอนนี้ แต่หากทำได้จะส่งผลดียิ่งกว่าในอนาคต ด้วยเชื่อว่าแนวคิดจากคนรุ่นใหม่ๆ จะสามารถผลักดันให้ธุรกิจครอบครัวเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
จึงเป็นที่มาของการ "ปะทะ" ทางความคิดของคนรุ่นใหม่ กับคนรุ่นเก่า ที่ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ทว่า “ศิริอาภา” ก็สามารถกล่อมให้ผู้บริหารรุ่นเก่า พ่อแม่พี่ป้าน้าอาทั้งหลายให้ "ยอมรับ" กับแนวคิด จนนำธุรกิจโรงน้ำตาลเข้า "ขายหุ้น” ในตลาดหลักทรัพย์ได้ในที่สุด
“กว่าจะทำให้ทุกคนที่บ้านเห็นดีเห็นงามด้วย ปลาต้องใช้เวลาพูดคุยหลายปีมากๆ อย่างน้อยๆ ก็ 2-3 ปี เพราะผู้บริหารรุ่นเก่าๆ ก็ยัง Conservative (อนุรักษนิยม) มากๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ยิ่งการที่เราบอกว่าจะขายหุ้นให้คนอื่นๆ มาถือด้วย แรงต่อต้านยิ่งเยอะ ซึ่งแน่นอนธุรกิจครอบครัวที่คนรุ่นเก่าสร้างมากับมือ ก็ไม่อยากให้ตกอยู่ในมือของคนอื่นๆ กว่าจะคุยกันได้นานมาก" เธอเล่า
แม้การกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อาจจะไม่ใช่แนวคิดที่ผู้ใหญ่ในครอบครัวเห็นด้วย แต่ทั้งหมดก็เห็นพ้องต้องกันว่า หากจะให้ธุรกิจครอบครัวเดินหน้าต่อไปแบบยั่งยืนในอนาคต ก็ต้องเดินมาทางนี้
“แน่นอน การที่เราเข้าตลาดหุ้น จะทำให้มีผู้ช่วยคอยตรวจสอบการใช้เงินของเรา ทำให้เราระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น ไม่นับรวมแหล่งเงินทุนที่เราจะนำมาใช้ขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งเราอยากให้ธุรกิจเราเดินหน้าเติบโตแบบยั่งยืนและมั่นคง ทำให้เราเคลียร์ปัญหาหนี้ที่ยังเหลืออยู่ส่วนหนึ่งจากการปรับโครงสร้างหนี้ได้หมด” เจเนอเรชั่นที่ 3 ยืนคุยบริเวณโรงเก็บน้ำดิบที่อบอ้าว ระหว่างการเยี่ยมชมโรงน้ำตาล พร้อมบอกอย่างมุ่งมั่นว่า
“เป้าหมายเราอยากจะติด SET 50 ภายใน 3 ปี นับจากเราเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามแผนก็คือภายในปี 2558 นี้ ”
อีกก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของโรงน้ำตาลแห่งนี้ก็คือ การร่วมทุนกับกลุ่มทุนญี่ปุ่นรายใหญ่อย่าง "Sumitomo Corporation” โดยมีบริษัท Nissin Sugar บริษัทในกลุ่มซูมิโตโม ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรีไฟน์รายใหญ่อันดับที่ 2 ของโลก และเป็น Trading (พ่อค้าคนกลาง) ในการกระจายน้ำตาลทรายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เข้ามาถือหุ้นในกลุ่มเกษตรไทย ในสัดส่วน 30%
ศิริอาภา แจกแจงให้ฟังว่า การระดมทุนผ่านตลาดหุ้น บริษัทมีแผนจะนำเงินไปขยายการลงทุนธุรกิจน้ำตาลและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งมูลค่าการลงทุนรวมเกือบ 3,000 ล้านบาท ใช้หนี้ที่มีอยู่ประมาณ 2,080 ล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงเหลือราวๆ 2 เท่าจากปัจจุบัน 5-6 เท่า รวมทั้งขยายธุรกิจโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าชีวมวล 2 โรง ขนาด 50 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 960 ล้านบาท การขยายการลงทุนในโครงการผลิตปุ๋ยชีวภาพ และเงินส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินหมุนเวียนในบริษัท
ในอนาคตกลุ่มเกษตรไทย มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูง ดังเช่นทายาทรุ่นที่ 3 ให้ข้อมูลว่า
"อนาคตเรามุ่งเน้นทำธุรกิจที่ให้ Margin (กำไรต่อหน่วย) สูง เช่น โรงไฟฟ้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องน้ำตาล"
การยึดอยู่แค่การทำธุรกิจเพียงธุรกิจเดียวอย่าง "น้ำตาล" เหมือนคนยุคก่อน อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก หากต้องแบกรับภาระความเสี่ยงจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ผันผวน เช่นช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา ที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลก "ดิ่ง" ลงอย่างรวดเร็ว มาอยู่ที่ 17 เซ็นต์ต่อปอนด์จากปี 2555 ที่ราคาน้ำดีมาก 35 เซ็นต์ต่อปอนด์ นั่นสะท้อนให้เห็นทิศทางรายได้ของธุรกิจว่าไม่แน่นอน
ส่งผลให้รายได้ของบริษัทในปี 2556 เหลือเพียง 18,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2555 ที่ 25,000 ล้านบาท
“งานนี้แม้จะหนักจะหินแต่ก็ต้องทำให้ได้สำเร็จ เพราะเราเป็นคนผลักดันมาตั้งแต่แรก อีกอย่างเดี๋ยวพ่อจะบ่น(อีก)ว่าทำไมต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์" ศิริอาภา หัวเราะ
+++++++++
(ล้อมล่างเรื่อง)
คำขวัญสะท้อนรากเหง้าตระกูล
"จากซัวเถา สู่เจ้าพระยา"
จรูญ จำเริญเนา จากซัวเถาสู่เจ้าพระยา
จากเอี๊ยมจุ๊นนาวา สู่ร้านค้าโชห่วยชำ
ขยับขยายฐาน สืบและสานทุกกิจกรรม
มังกรทะยานล้ำ สูงสู่ฟ้าสง่างาม
เอื้อคืนสู่สังคม ชนชื่นชมทุกเขตคาม
จำเริญดำเนินตาม จรูญเริ่ม หทัยดล
ศิริพิพัฒน์ศรี เกียรติทวีวิริยะผล
เชิดชู สกุลตน ชนชื่นชอบกอรปกิจดี
สุดแสนจะภูมิใจ เป็นหนึ่งในสวรรค์ศรี
ดื่มด่ำอดีตมี และสุขมาก ณ ปากน้ำโพ







