นักวิเคราะห์เผยต่างชาติมองข้ามปัญหาการเมือง กลับมาดูพื้นฐานเศรษฐกิจ ที่เริ่มฟื้นตัว ทุนนอกไหลกลับหุ้น-พันธบัตรไทย ดันบาทแข็งกว่า 2%
ทุนนอกไหลกลับหุ้น-พันธบัตรไทย ดันบาทแข็งกว่า 2% สวนทางการเมืองวุ่นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว นักวิเคราะห์ชี้เป็นไปตามทิศทางต่างชาติขนเงินกลับลงทุนในเอเชีย ระบุนักลงทุนประเมินการเมืองไทยใกล้ยุติ ขณะพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง มั่นใจธุรกิจเดินหน้าต่อได้
สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และคำกล่าวของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ช่วยย้ำว่าเฟดจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป
นางเยลเลน กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องถือเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่าเฟดจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรเอเชีย ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยจะเห็นได้จากค่าเงินส่วนใหญ่ในเอเชียปีนี้ ปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น
การกลับเข้ามาในตลาดเอเชีย เกิดขึ้นหลังจากตลาดในสหรัฐและยุโรปปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เมื่อนักลงทุนเริ่มถอนเงินกลับเพราะกังวลการถอนมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของเฟด
สำหรับตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยมีนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนเช่นเดียวกัน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังหาทางออกไม่ได้ แต่ประเมินว่าสถานการณ์ไม่รุนแรงไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและน่าจะมีทางออกในเร็วนี้
วานนี้ (17 เม.ย.) ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น เคลื่อนไหวในช่วงท้ายตลาดที่ 32.16/19 บาทต่อดอลลาร์ จาก 32.21/23 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 32.15/17 จาก 32.20/24 ในช่วงเช้า
เทรดเดอร์กล่าวว่าค่าเงินบาทได้รับแรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดตลาดวานนี้ (17 เม.ย.) เพิ่มขึ้น 6.94 จุด หรือ 0.50% อยู่ที่ 1,408.78 มูลค่าการซื้อขาย 3.71 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,729.29 ล้านบาท
ตั้งแต่วันที่ 1-17 เม.ย. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 7,595.16 ล้านบาท โดยมียอดซื้อสุทธิตั้งแต่เดือนมี.ค. ส่งผลให้มียอดขายสุทธิลดเหลือ 13,193 ล้านบาท
เช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้ การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิตั้งแต่เดือนม..ค. และเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนเม.ย. โดยมียอดซื้อสุทธิกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ทิสโก้ชี้ทุนนอกไหลเข้าไทยต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า การลงทุนของต่างประเทศ เริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ทั้งนี้ถ้าดูจากกระแสการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศที่เริ่มเป็นบวก หลังจากกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ย้ายการชุมนุมเข้าไปในสวนลุมพินี และเป็นบวกมากขึ้นอีก หลังรัฐบาลยกเลิกใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
"พอสรุปได้ว่าการกลับเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองมีความตึงเครียดน้อยลง และถ้าสังเกตคำถามของนักลงทุนส่วนใหญ่ระยะหลัง จะเน้นแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม และทิศทางการขยายตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมากกว่าเรื่องการชุมนุม ผมเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติกล้ามองข้ามความวุ่นวายด้านการเมือง"
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่กปปส.ยุบรวมเวทีเหลือที่เดียว คือ ที่สวนลุมพินี จนถึงวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดไทยถึง 19,532 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก เมื่อเทียบกับช่วง 4 เดือนแรกของการชุมนุม ที่ต่างชาติขายหุ้นออกต่อเนื่องเกือบทุกวัน มีแค่ 11 วันเท่านั้นในช่วงนั้นที่มียอดสุทธิเป็นบวก รวมเม็ดเงินที่ขายหุ้นทั้งหมดใน 4 เดือนมีมูลค่าถึง 123,701 ล้านบาท
ต่างชาติเมินการเมืองช่วงสุญญากาศ
"ผมเองเพิ่งกลับจากโรดโชว์ญี่ปุ่น ที่น่าแปลกใจคือมีนักลงทุนสอบถามเรื่องการเมืองไทยน้อยมาก ส่วนใหญ่เน้นเรื่องตัวบริษัทและโอกาสการเติบโตในอนาคตมากกว่า ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีอีกเช่นกัน นอกจากจะแปลว่าต่างชาติเริ่มชินกับภาวะสุญญากาศของบ้านเรา แต่ก็แสดงว่าเขายังเชื่อมั่นในอนาคตระยะยาวของไทย"
ส่วนอีกเหตุผลที่เงินไหลเข้า น่าจะเป็นเพราะตลาดไทย เป็นตลาดที่ Underperform อีกหลายๆ ตลาดหุ้นตั้งแต่เกิดเรื่องการเมืองขึ้น จึงเป็นที่สนใจของต่างชาติที่มองเห็นโอกาสในการซื้อของถูก ขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของการชุมนุม ตลาดหุ้นไทยลดลงถึงเกือบ 10% และเป็นตลาดที่ลดลงเกือบจะมากที่สุดในโลก
นักลงทุนมั่นใจธุรกิจเดินหน้าต่อได้
นายไพบูลย์ กล่าวว่าอีกปัจจัยที่ทำให้เงินไหลเข้าไทยมาก เพราะการปรับลดประมาณการของนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์เริ่มนิ่งลง และตัวเลขส่งออกเริ่มกระเตื้องขึ้นบ้าง ซึ่งสร้างความมั่นใจเพิ่มขึ้นให้กับนักลงทุน ประการสุดท้ายซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญ คือ ต่างชาติเริ่มเข้าใจว่าภาคธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะภาคราชการ ยังเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามปกติ ยกเว้นงบลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ที่ต้องรอให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้อนุมัติ
"เท่าที่ผมติดตามดู เงินที่กลับเข้ามารอบนี้ มาจากนักลงทุน 2 ประเภท คือพวก Long-term มากๆ ซึ่งมีระยะเวลาถือหุ้นนาน 3-5 ปี กลุ่มนี้มองภาพระยะยาวๆ มากกว่าจะสนใจเหตุการณ์ในระยะสั้นๆ และชอบลงทุนในช่วงที่ตลาดเกิด Correction แบบที่ผ่านมา เพราะจะได้ของถูก นักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามาค่อนข้างมาก ส่วนอีกประเภทที่เห็นเข้ามา คือพวกหวังผลเร็ว โดยเชื่อว่าตลาดจะ Rebound จากการที่ Underperform มานาน พวกหลังนี้จะอยู่ไม่นาน แต่ถ้าการเมืองดีขึ้นเรื่อยๆ และเขาเชื่อว่าตลาดจะไปได้ต่อ ก็จะไม่รีบร้อนขายทำกำไร"
คาดต่างชาติซื้อเพิ่มอีก2หมื่นล.
ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเชียพลัส กล่าวว่ากรณีผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้ จะช่วยผ่อนคลายความกังวลของตลาดในระยะสั้น แต่ไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เพราะความจริงตลาดก็มีการคาดการณ์อยู่แล้วว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ต่อเมื่อมีการปรับลดวงเงินมาตรการคิวอีจนเหลือศูนย์ คาดจะเป็นช่วงปลายนี้ หรือในช่วงต้นปีหน้า
ประกอบกับเชื่อว่า เม็ดเงินจะไหลเข้ามาในไทย ต่อเมื่อบ้านเรามีปัจจัยบวกจริงๆ เช่นปัญหาการเมืองจบลง หรือ กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปรับตัวดีขึ้นมาก ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ก็ยังไม่เห็นแนวโน้มที่ดี
นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่าแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาในช่วงนี้ เป็นเพียงการซื้อกลับ หลังจากที่มีการขายออกมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา หากนับการซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติที่สูงสุดถึง 3.2 แสนล้านบาท ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
"นักลงทุนต่างชาติขายออกไปจนเหลือเพียง 4.4 หมื่นล้านบาท ถึงแม้จะมีการซื้อกลับมาก็คาดว่าแรงซื้อจะไม่สูงมาก คาดจะซื้อกลับเพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเหลือ 20% ของการซื้อสะสมในรอบที่ผ่านมา หรือซื้อเพิ่มอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท"









