วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'มาร์ค โมเบียส'อ่วม การเมืองไทยป่วน ขาดทุนจากหุ้นร่วง

กองทุนเทมเพิลตัน เอเชียน โกรท ฟันด์ของ'มาร์ค โมเบียส'อ่วม การเมืองไทยป่วน ขาดทุนจากหุ้นร่วง

กองทุนเทมเพิลตัน เอเชียน โกรท ฟันด์ของนายมาร์ค โมเบียส ซึ่งเป็นกองทุนรวมหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มียอดเงินลงทุนไหลออกสูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสเดือนม.ค.-มี.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวนายโมเบียส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดเกิดใหม่

กองทุนแห่งนี้มีวงเงิน 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์ และอยู่ในเครือบริษัทแฟรงคลิน เทมเพิลตัน อินเวสท์เมนท์ โดยกองทุนแห่งนี้ขาดทุน 7.8 % ในปี 2556 ในขณะที่ดัชนี MSCI AC สำหรับกองทุนเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ดีดตัวขึ้น 3.3 % ในปีเดียวกัน ซึ่งเท่ากับว่าอัตราผลตอบแทนของกองทุนแห่งนี้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงในระดับที่มากที่สุดในรอบ 14 ปี

การขาดทุนของกองทุนเทมเพิลตัน เอเชียน โกรท ฟันด์ในปีที่แล้ว เกิดจากการที่หุ้นบางตัวที่นายโมเบียสเลือกลงทุนมีราคาร่วงลง โดยเป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองในไทย และเป็นผลจากความต้องการลงทุนที่ลดลงในสินค้าโภคภัณฑ์ในจีน

บริษัทลิปเปอร์ในเครือธอมสัน รอยเตอร์รายงานว่า กองทุนเทมเพิลตัน เอเชียน โกรท ฟันด์ฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสเดือนม.ค.-มี.ค.ปีนี้ และสามารถทำกำไรได้ในหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่แกว่งตัวผันผวน อย่างไรก็ดี

นักลงทุนยังคงถอนเงินลงทุนสุทธิ 1.9 พันล้านดอลลาร์ออกจากกองทุนดังกล่าว

ยอดเงินไหลออกสุทธินี้คิดเป็นสัดส่วนได้สูงกว่า 14 % ของสินทรัพย์ ของทางกองทุนในช่วงสิ้นเดือนธ.ค. ในขณะที่กองทุนอื่นๆที่ลงทุนในหุ้นเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น มียอดเงินลงทุนไหลออกสุทธิในไตรมาสแรกรวมกันราว 5.8 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5 % ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริหารโดยกองทุนกลุ่มนี้

กระแสเงินลงทุนไหลออกนี้แสดงให้เห็นว่ากองทุนเทมเพิลตันกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และอาจส่งผลให้บริษัทแฟรงคลิน เทมเพิลตันสูญเสียตำแหน่งผู้นำในตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากส่วนต่างระหว่างขนาดของกองทุนเทมเพิลตันและขนาดของกองทุนคู่แข่งอีก 2 แห่งหดแคบลงสู่ระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี

กองทุนคู่แข่ง 2 แห่ง คือ กองทุนของบริษัทเฟิร์สท์ สเตท อินเวสท์เมนท์ และบริษัทอเบอร์ดีน แอสเซท แมเนจเมนท์

นายสตีเฟน กรุนด์ลิงห์ ประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทแฟรงคลิน เทมเพิลตัน กล่าวว่า "ปี 2556 ถือเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย"

นายกรุนด์ลิงห์กล่าวว่า ความผันผวนของสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่สร้างความประหลาดใจแก่นักลงทุนเป็นอย่างมาก และนักลงทุนจำนวนมากได้โยกย้ายเงินลงทุน ออกจากกองทุนเอเชีย เนื่องจากตลาดหุ้นยุโรปพุ่งขึ้นแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นเอเชียในปีที่แล้ว

นายกรุนด์ลิงห์กล่าวเสริมว่า "เราเคยเห็นวัฏจักรเงินลงทุนไหลออกแบบนี้มาก่อนแล้ว"

ในเดือนก.พ. 2556 กองทุนเทมเพิลตันแห่งนี้ได้บริหารสินทรัพย์มากเป็นประวัติการณ์ราว 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่กองทุนมียอดขาดทุน 7.8 % ในปีดังกล่าว

กองทุนแห่งนี้มีเงินลงทุนไหลออกสุทธิในไตรมาสแรกปีนี้เป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันและยอดเงินลงทุนไหลออก 1.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกปีนี้ก็ถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับทางกองทุน

กองทุนแห่งนี้เคยมีเงินลงทุนไหลออก 2.8 พันล้านดอลลาร์สำหรับช่วงตลอดปี 2556 ซึ่งสูงกว่าระดับในปี 2551 โดยวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 ได้ส่งผลให้นักลงทุนถอนเงินลงทุนราว 1.96 หมื่นล้านดอลลาร์ออกจากกองทุนรวมหุ้นในเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นของบริษัทต่างๆ

ความสูญเสียของกองทุนเทมเพิลตันส่งผลดีต่อกองทุนคู่แข่ง โดยกองทุนเฟิร์สท์ สเตท เอเชีย แปซิฟิก ลีดเดอร์ส มียอดเงินลงทุนไหลออกต่ำกว่ากองทุนของนายโมเบียส และขณะนี้กองทุนเฟิร์สท์ สเตทแห่งนี้ก็บริหารสินทรัพย์ราว 9.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่ากองทุนของนายโมเบียสเพียง 1.9 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งส่วนต่างนี้ลดลงอย่างมากจากระดับ 9.3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2554

ทางด้านกองทุนอเบอร์ดีน โกลบัล - เอเชีย แปซิฟิก เอควิตีมีขนาด 7.8 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับว่าส่วนต่างระหว่างกองทุนแห่งนี้และกองทุนของนายโมเบียสหดแคบลงสู่ระดับ 3.9 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น หลังจากที่เคยแตะระดับ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก.พ. 2555

อย่างไรก็ดี นายกรุนด์ลิงห์กล่าวว่า กองทุนของนายโมเบียสเริ่มฟื้นตัวแล้ว และได้รับประโยชน์จากการลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงิน, อุตสาหกรรม และการบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยทำให้ทางกองทุนดิ่งลงในปีที่แล้ว โดยปัจจัยนี้จะส่งผลดีต่อสถานะของกองทุนเทมเพิลตันในระยะยาว

กองทุนเทมเพิลตันแห่งนี้ปรับตัวขึ้น 2.2 % ในไตรมาสแรกปีนี้ ขณะที่ดัชนี MSCI สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ร่วงลง 0.7 % ในเวลาเดียวกัน

นายกรุนด์ลิงห์กล่าวว่า "เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในกองทุนแห่งนี้เป็นนักลงทุนรายย่อย ดังนั้นวัฏจักรที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ กระแสเงินลงทุนไหลเข้าและไหลออกมักจะปรับตัวล่าช้ากว่าผลประกอบการของกองทุนแห่งนี้อย่างน้อย 1-2 ไตรมาส"

นายกรุนด์ลิงห์กล่าวว่า "เมื่อพิจารณาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรก ก็คาดว่าจะมีกระแสเงินลงทุนไหลกลับเข้าสู่กองทุนแห่งนี้ในอนาคต ถ้าหากตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่โดยรวมยังคงปรับตัวขึ้นต่อไป"