วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยรั้งท้าย'ควบรวมกิจการ'

แกรนท์ ธอร์นตันชี้การเมืองร้อน-ศก.ไทยแย่ฉุดเอ็มแอนด์เอสะดุด ตรงข้ามภาพรวมความต้องการทั่วโลกคึกคักโดยเฉพาะอาเซียนแนวโน้มเพิ่มขึ้น

แกรนท์ ธอร์นตันชี้การเมืองวุ่นกับเศรษฐกิจผันผวนส่งผลให้ผู้บริหารบริษัทไทยต้องเลื่อนแผนควบรวม และคาดหวังเอ็มแอนด์เอน้อยสุดเพียง8% รั้งอันดับสุดท้ายจากการสำรวจครั้งล่าสุดทั้งหมด 45 ประเทศ ตรงข้ามกับภาพรวมกระแสควบรวมทั่วโลก โดยเฉพาะอาเซียนกลับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับโบรกไทยมองการเมืองเป็นหนึ่งอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน

แกรนท์ ธอร์นตัน บริษัทตรวจสอบบัญชีที่ปรึกษาชั้นนำจากสหรัฐ ได้เผยผลสำรวจล่าสุดในรายงานผลการสำรวจธุรกิจนานาชาติประจำปีของแกรนท์ ธอร์นตัน (The Grant Thornton International Business Report:IBR) หรือ ไอบีอาร์ เกี่ยวกับกระแสการควบรวมและซื้อขายกิจการทั่วโลก (Merger and Acquisition : M & A) ในปี 2556 พบว่าการคาดหวังทำควบรวมซื้อกิจการของผู้บริหารทั่วโลกในปี 2556 เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2555 ขณะที่ช่วงเดียวกันประเทศไทยกลับมีความคาดหวังต่ำสุด รั้งอันดับสุดท้ายของผลสำรวจจาก 45 ประเทศทั่วโลก

รายงานไอบีอาร์ ระบุถึงแนวโน้มการควบรวมที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารทั่วโลกกว่า 12,500 คน ใน 45 ประเทศทั่วโลก เกี่ยวกับกิจกรรมด้านควบรวมและซื้อกิจการ พบว่ามีผู้บริหารในประเทศไทยเพียง 8% เท่านั้นที่คาดหวังใช้การควบรวมซื้อกิจการเป็นกลยุทธ์ ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นจำนวนน้อยที่สุด และเป็นอันดับสุดท้ายจากการสำรวจทั้งหมดใน 45 ประเทศ อีกทั้งผลการสำรวจผู้บริหารในไทยครั้งนี้ก็เป็นการปรับลดลงจากอันดับที่เคยได้รองสุดท้ายในปี 2555

ขณะที่ภาพรวมของผลสำรวจผู้บริหารในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่คาดหวังจะใช้การควบรวมซื้อกิจการเป็นกลยุทธ์อยู่ที่ 21% และมีอยู่ 31% ของผู้บริหารธุรกิจทั่วโลกที่ทำการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2556 คาดหวังจะใช้การควบรวมและซื้อกิจการ เป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างความเติบโตให้องค์กรตลอด 3 ปีข้างหน้า ซึ่งความเห็นของกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว ถือว่าเพิ่มขึ้นจากระดับ 28%ในปี 2555

รายงานไอบีอาร์เปิดเผยด้วยว่า มีผู้บริหารในไทยเพียง 5% ที่คาดว่าจะขายกิจการของตนภายใน 3 ปีข้างหน้า ถือเป็นอัตราต่ำสุดเป็นอันดับที่สามจากการสำรวจทั้งหมด 45 ประเทศ และต่ำสุดรองจากอาร์เมเนียและจอร์เจีย ทั้งนี้ความต้องการขายกิจการของผู้บริหารไทยที่อยู่ในระดับต่ำนั้น เป็นการสวนกระแสความเห็นกลุ่มผู้บริหารในประเทศแถบอาเซียน ที่ให้ความเห็นว่าต้องการขายกิจการ 14% ในปี 2556 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 5% ในปี 2555 เป็นการบ่งชี้ถึงความต้องการขายกิจการมีมากขึ้น

นางจุฬาภรณ์ นำชัยศิริ กรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจการเงิน ของแกรนท์ ธอร์นตัน ประเทศไทย กล่าวว่า ตัวเลขผลสำรวจที่ได้ครั้งล่าสุด ดูไม่ค่อยดีนักสำหรับประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นเพราะบริษัทต่างๆ อาจมีการเลื่อนแผนควบรวมกิจการของตนเองออกไปก่อน เนื่องจากปัญหาความผันผวนด้านการเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบันของไทย

เธอกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า สิ่งที่แย่ที่สุดที่ได้จากผลสำรวจประเทศไทย คือบริษัทไทยหลายแห่ง อาจพลาดโอกาสที่น่าสนใจ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี (AEC) และอาจพลาดกับแนวคิดการทำธุรกิจเชิงรุกมากขึ้นในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทย

ส่วนผลสำรวจความเห็นของผู้บริหารทั่วโลก พบว่าผู้บริหารกลุ่มตัวอย่างมองการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ โดย 31% ของผู้บริหารทั้งหมดทั่วโลก คาดว่าจะเติบโตผ่านการควบรวมกิจการและซื้อกิจการ และ47% ของผู้บริหารทั้งหมดในประเทศแถบอเมริกาเหนือต่างวางแผนที่จะเติบโตผ่านการควบรวมและซื้อกิจการ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 37% ในปี 2555 ส่วนผู้บริหารในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่คาดว่าจะเติบโตผ่านการควบรวมและซื้อขายกิจการ มีอยู่มากถึง 49% ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

นายไมค์ ฮิวจ์ หัวหน้าสายงานด้านการควบรวมและซื้อขายกิจการทั่วโลกของแกรนท์ธอร์นตันให้ความเห็นว่า ผลสำรวจข้างต้นสะท้อนถึงผลที่ได้หลายเรื่อง เรื่องแรกคือการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นของกิจกรรมควบรวมและซื้อกิจการ เป็นเหมือนสัญญาณถึงการฟื้นตัวอย่างมั่นคงของธุรกิจทั่วโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงทิศทางธุรกิจ โดยพยายามมุ่งเน้นในเรื่องสร้างการเติบโตและขยายกิจการ

เรื่องที่สอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกลยุทธ์ด้านการควบรวมและซื้อกิจการ ซึ่งถือเป็นวิธีสร้างความเติบโตให้แก่ธุรกิจได้เร็วที่สุดในโลก และยังสามารถช่วยให้พวกเขาเข้าถึงตลาดใหม่กับบุคลากรที่มีศักยภาพ และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไว้

โดยการสำรวจครั้งล่าสุด ยังพบว่า 19%ของผู้บริหารในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีพัฒนาเศรษฐกิจรวดเร็ว หรือ บริค (BRIC) ประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย,อินเดียและจีน จะเติบโตผ่านการควบรวมซื้อกิจการช่วงสามปีข้างหน้า ซึ่งลดลงจาก 27% ในปี 2555 ขณะที่ประเทศกลุ่มอาเซียนลดลงเหลือ 21% จากเดิม 23% ในปี 2555 ซึ่งตรงกันข้ามกับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 7 ประเทศ (จี7) ที่ตัวเลขคาดการณ์ถึงกิจกรรมควบรวมและซื้อกิจการตลอดช่วงสามปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 29% เป็น 36% ในปี 2556

นายชูพงศ์ ธนเศรษฐกร กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่าปัจจัยการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการควบรวมกิจการ การซื้อกิจการ และการเข้าตลาดทางอ้อม ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่งทำให้แผนการดำเนินการดังกล่าวต้องหยุดชะงัก เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจ แต่ถ้าทุกอย่างคลี่คลายเชื่อว่าความสนใจก็จะกลับคืนมา

"ถ้าหากตลาดไอพีโอชะลอตัวการเข้าตลาดทางอ้อมก็จะคึกคักมากขึ้น แต่ปัจจัยการลงทุนที่ให้ความสำคัญในการเข้าลงทุนคือมูลค่าของกิจการนั้น และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยการเมือง ซึ่งแนวโน้มการควบรวมของไทยมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย เพราะมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ได้แก่ การเมืองไม่ชัดเจน และค่าพีอีเรโช อยู่ในระดับสูงหากเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน"